จากการตรวจสอบทราบว่านางอิลิน่า แม่ของเด็ก ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวผ่านล่ามว่า ตนเองพร้อมสามีและลูกชายได้เดินทางมาจากพัทยาเพื่อมาเที่ยวภาคเหนือโดยลงเครื่องที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา
จากนั้นได้เช่ารถไปเที่ยวที่อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันที่ 4 ตุลาคม 2564 ระหว่างทางได้แวะน้ำพุร้อนและถ่ายรูป ซึ่งลูกชายได้พลัดตกลงไปในบ่อน้ำร้อนประมาณ 5 วินาที เธอจึงได้รีบนําตัวลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาลปาย ซึ่งโรงพยาบาลปายไม่สามารถรักษาอาการได้ จึงส่งมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม ซึ่งขณะนั้นร่างกายของลูกชายผิวหนังพุพองเริ่มยุ่ยหมดแล้ว เมื่อมาถึงโรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม แพทย์ต้องเร่งทําการรักษา ซึ่งลูกชายมีอาการโดนน้ำร้อนลวกตั้งแต่บริเวณท้อง แขน ขา ต้องทําการผ่าตัดถึง 3 ครั้ง จนล่าสุดพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู
ปัญหาที่กังวลคือเรื่องค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากไม่ได้ทําประกันไว้ ซึ่งในเบื้องต้น ตํารวจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าไปพูดคุยและช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ประกอบกับกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬาจังหวัดเชียงใหม่อยู่ระหว่างการพิจารณาในเรื่องของกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวในเรื่องของการรักษาพยาบาลต่อไป ซึ่งปัจจุบันเด็กได้ถูกนํารักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
กรณีที่เกิดขึ้น ทางสภ.ปาย ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประสานไปยัง อบต.เมืองแปง ให้จัดทำป้ายเตือนเพิ่มเติม เพื่อมิให้เกิดเหตุซ้ำอีก พร้อมทั้งกําชับให้เจ้าหน้าที่ตํารวจของ สภ.ปาย ทุกนาย ใส่ใจ ให้ความสําคัญแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ บริการและให้คําแนะนําช่วยเหลือหากมีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือขอให้ช่วยเหลือทุกเรื่องทุกกรณี ให้รู้สึกถึงความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน และท่องเที่ยว อย่างมีความสุข ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ เข้ามาช่วยเหลือดําเนินการได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและเป็นธรรม
ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.royalthaipolice.go.th หรือโทร 1599
รองโฆษกตร. กล่าวว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป