ศบค. เลิกจำกัดประเทศที่มีความเสี่ยง ของสถานการณ์ โควิด-19 เข้าไทย ระบุ กำหนดมาตรการส่วนบุคคล การเข้าราชอาณาจักร เช่น การรับวัคซีน การตรวจ PCR การกักตัว สำคัญมากกว่า พร้อมขยายพื้นที่ท่องเที่ยวเป็น 33 จังหวัด ภายในสิ้นปีนี้

ศบค.เลิกจำกัดประเทศเสี่ยงโควิดเข้าไทย ชี้ ใช้มาตรการส่วนบุคคลสำคัญกว่า

14 ตุลาคม 2564 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด- 19 หรือ ศบค. ว่า แผนรองรับการเปิดประเทศ ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. ได้ออกแถลงการณ์ กรณีให้คนที่เดินทางเข้ามาทางอากาศให้ได้รับความสะดวกสบาย เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศในช่วงปลายปี 2564 โดยได้กล่าวชื่อ 5 ประเทศ คือ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สิงคโปร์ และจีน โดยในที่ประชุมศบค. ให้ยกเลิกการกำหนดประเทศที่มีความเสี่ยง ของสถานการณ์โควิด-19

 

เนื่องจากการจัดกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ข้อมูลเป็นเรื่องเดิม ขอให้คณะกรรมการวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ศปก.สธ. ศปก.ศบค.ยกเลิกเรื่องนี้ไป เพราะเกณฑ์ต่างๆไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยควรต้องมีการกำหนดมาตรการส่วนบุคคล การเข้าราชอาณาจักร เช่น ได้รับวัคซีน การตรวจ PCR การกักตัว การเฝ้าระวังสถานการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่า ที่ประชุมสรุปให้ไปพิจารณาแนวทางการเข้าราชอาณาจักรแบบไม่กักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ โดยมีแนวทางตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอ 

ศบค.เลิกจำกัดประเทศเสี่ยงโควิดเข้าไทย ชี้ ใช้มาตรการส่วนบุคคลสำคัญกว่า

ทั้งนี้หากจะเปิดประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องมีพื้นที่นำร่องในการท่องเที่ยว หรือเป็นพื้นที่สีฟ้า จากเดิมที่มี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ซึ่งในที่ประชุมมีการพูดคุยถึงการขยายพื้นที่ในการรับนักท่องเที่ยว หลักการพื้นที่สีฟ้าคงไม่ได้อยู่แค่ 4 จังหวัด โดย 1-30 พฤศจิกายน จะเพิ่มขึ้นมาอีกให้รวมเป็น 17 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะเลือกเฉพาะเมืองท่องเที่ยว  แต่อย่างไรก็ตามต้อง รอเข้าที่ประชุมศปก.ศบค. และ ในเดือนธันวาคมจะมีการปรับพื้นที่สีฟ้าขึ้นมาเป็นอีก 16 จังหวัดรวมเป็น 33 จังหวัด เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน แพร่ สุโขทัย

ศบค.เลิกจำกัดประเทศเสี่ยงโควิดเข้าไทย ชี้ ใช้มาตรการส่วนบุคคลสำคัญกว่า

ส่วนแผนรองรับการเปิดประเทศ การเข้าราชอาณาจักร แบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ทางทีมงานได้แปลงออกมาเป็นแผน เพื่อรองรับการเปิดประเทศ โดยต้องมีการวางกลยุทธ์ ในการสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างเสริมวัฒนธรรม สังคม สิ่งที่จะเกิดขึ้นในแผนนั้น ความสำคัญจะต้อง มีการปรับมาตรการสำหรับผู้เข้ามายังราชอาณาจักร เช่น ลดวันกักตัว ปรับการตรวจหาเชื้อ ลดค่าเบี้ยประกัน ส่วนที่มีการกล่าวว่าจะมีผลต่อการป่วยแล้วกลับมารักษา รายละเอียดจะต้องมีการพูดกันต่อไป การเฝ้าระวังลักลอบ หลบหนีเข้าออกประเทศ  มอบให้ส่วนกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมดูแล