น.ส.กัลยา กล่าวต่อว่า อย่างที่ทราบเรากังวลว่าชุดเครือขายดาวเทียมในชุดที่ 1 ที่มีตำแหน่งอยู่ที่ 50.5 องศาตะวันออก กับชุดที่ 4 ที่มีตำแหน่ง 142 องศาตะวันออก ที่อยู่ขั้นสมบูรณ์แล้ว โดยจะเห็นว่าทั้งสองชุดนี้กำหนดให้รีบเอาดาวเทียมขึ้นให้ได้ภายในหนึ่งปีกว่า เข้าใจว่าเวลาเหลือไม่มาก โอกาสคนชนะการประมูลแล้วเอาดาวเทียมขึ้นจะทันหรือไม่ อีกทั้งถ้าส่งดาวเทียมขึ้นไม่ทัน หรือไม่มีใครมาเอาสิทธิการใช้งานวงโคจรไปใช้ น่าจะมีปัญหาเกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.บ. กสทช 2562 เช่นมาตรา 18 และมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้รัฐต้องรักษาคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าถึงวงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งก็จะมีคำถามตามมาเกี่ยวกับการรักษาวงโคจรนั้นจะยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่ และวงโคจรดาวเทียมถือเป็นสมบัติของชาติหรือไม่
ด้าน นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เข้าใจว่าธุรกิจดาวเทียมเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แต่เมื่อถึงเวลาประมูลไม่เห็นมีใครสนใจเข้ามาลงทุนเลย นั้นหมายความว่าไม่คุ้มกับการลงทุน ก็ไม่เข้าใจว่าจะไปบีบไทยคมออกไปเพื่ออะไร ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เขาลงทุน ดำเนินการมา เข้าใจว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการเอาใครเข้ามาทำก็แล้วแต่ ก็ต้องพึ่งองค์ความรู้เครือข่ายจากเขาเพื่อให้เดินต่อไปได้ ผมคิดว่าต้องมานั่งคุยกันว่าไทยคมจะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างไร เราต้องการให้เขาปรับปรุง เอื้อสิทธิประโยชน์ให้กับประเทศได้มากน้อยขนาดไหน น่าจะเป็นประเด็นอย่างนี้มากกว่า ผมเห็นว่าการเปิดประมูลครั้งต่อไป ก็ยังไม่มีเข้ามาร่วม เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนมากจริงๆ