ธงนำการพัฒนาพื้นที่ โดยศึกษาจากแนวพระราชดำริที่ทรงพระราชทานไว้ การได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติจริงสามารถสร้างความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมาย ขอบเขต และหลักการที่ชัดเจน วัดผลได้
หลักการแรก "องค์ความรู้ 6 มิติ" ก่อนการจัดทำแผนโครงการแต่ละพื้นที่ ปิดทองหลังพระฯ จะร่วมกับหน่วยงานภาคี อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานระดับจังหวัดผู้ดูแลพื้นที่ ศึกษาหาข้อมูลพื้นฐานชุมชนเพื่อจะได้รู้ปัญหาที่แท้จริง องค์ความรู้ใน 6 มิติ ประกอบด้วย ดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และ สิ่งแวดล้อม ที่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิสังคมและสภาพของชุมชน
ตัวอย่างสภาพปัญหา จังหวัดน่าน ก่อนปี 2552 ป่าต้นน้ำถูกทำลาย สิ่งแวดล้อมเสียหาย เกิดภัยแล้ง เพาะปลูกไม่ได้ผล ทำการเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว คนในชุมชนขาดอาชีพต้องออกไปรับจ้างนอกพื้นที่ ขาดแคลนรายได้ เกิดปัญหาในครัวเรือน ตามมาด้วยสุขภาพอนามัย ฯลฯ จนส่งผลกระทบในหลายมิติกับพื้นที่อื่นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรม เช่นปัญหาป่าต้นน้ำจากแม่น้ำน่านลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
เพชรบุรี ป่าต้นน้ำที่เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ทำกิน
อุทัยธานี พื้นที่ป่าถูกทำลาย ระบบนิเวศน์เสียหาย
อุดรธานี ชอนแก่น กาฬสินธุ์ ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร
3 จังหวัดชายแดนใต้ปัญหาความไม่สงบ ชาวบ้านขาดอาชีพ
4 จังหวัดชายแดนภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอนรับผลกระทบจากปัญหาการค้ายาเสพติด
เมื่อเข้าใจสภาพของแต่ละพื้นที่ จึงเริ่มจัดทำแผนโครงการเพื่อแก้ปัญหา ความแตกต่างตามสภาพภูมิสังคม ทุกพื้นที่ผ่านความเห็นชอบจากระดับจังหวัด มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงานวางแนวทางแก้ไข เป็นการบูรณาการความร่วมมือแบบยั่งยืน มีความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้ง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และปิดทองหลังพระฯเป็นผู้ประสานงาน
หลักการ "พัฒนาตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" กลไกสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือจากคนในพื้นที่ ความเข้าใจ เป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้น เช่น เมื่อขาดน้ำก็ต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำ ขาดความรู้ก็ส่งเสริมการเรียนรู้ ปลูกพืชแบบผสมผสานตามแนวเกษตรทฤษฏีใหม่เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาหนี้สินในครัวเรือนก็ต้องวางแผนลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เป็นต้น
การเข้าถึง คนที่รู้ปัญหาที่แท้จริง คือ คนในชุมชนและเกิดจากความต้องการที่จะแก้ไข พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ระเบิดจากข้างใน" การทำงานให้เข้าถึง จึงต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา สร้างความเชื่อมั่นว่ามีหน่วยงานพร้อมเข้ามาสนับสนุนเพื่อสร้างความร่วมมือ ส่งผลต่อการขับเคลื่อนการทำงาน สร้างความสามัคคี...
การพัฒนา จึงสามารถเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของคนในชุมชนลงมือทำด้วยตนเอง ปิดทองหลังพระฯ ทำหน้านี้เป็นผู้ประสานงาน เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนปัจจัยที่จำเป็น หน่วยงานภาคีช่วยในเรื่องปรับปรุงกฎระเบียบที่จำเป็น ส่งเสริมองค์ความรู้ ศึกษาดูงาน ฝึกปฏิบัติการ ให้คำแนะนำ ติดตามประเมินผลความก้าวหน้า
หลักการทรงงาน ได้แก่ ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ มององค์รวม ไม่ยึดติดตำรา ทำให้ง่าย เน้นการมีส่วนร่วม คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม พออยู่พอกิน ขาดทุนคือกำไร ความเพียร เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ปลูกป่าในใจคน ทำงานอย่างมีความสุข รู้-รัก-สามัคคี ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด
หลักการโครงการ ประกอบด้วย ระเบิดจากข้างใน แก้ปัญหาที่จุดเล็ก ทำตามลำดับขั้น ใช้อธรรม ปราบอธรรม การพึ่งตนเอง พออยู่พอกิน ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน คำนึงถึงภูมิสังคม บริการที่จุดเดียว
ตัวชี้วัดผลจากการทำงานตามแนวพระราชดำริที่ปิดทองหลังพระฯใช้หลักเกษตรทฤษฏีใหม่ ทั้งขั้นต้น และขั้นก้าวหน้ามี 3 ลำดับ ขั้นแรกสร้างความอยู่รอดในระดับครัวเรือน พึ่งพาตนเองได้ เริ่มจากการพัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตร ปรับรูปแบบการปลูกพืช ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ สร้างอาชีพเสริม
ประเมินตัวเลขเบื้องต้นสิ้นสุดปีงบประมาณ 2564 ทุกพื้นที่สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จากน้ำได้ รวม 514,420 ไร่ ผู้รับประโยชน์ 148,886 ครัวเรือน
ขั้นที่สอง สนับสนุนให้เกิดการการร่วมกลุ่มอาชีพได้ 59 กลุ่ม 8 วิสาหกิจชุมชน 1 สหกรณ์ และขั้นสุดท้าย สร้างเครือข่าย เชื่อมโยงภายนอก ได้แก่ โครงการทุเรียนคุณภาพที่ส่งออกต่างประเทศ โครงการกัญชงเชิงพาณิชย์
งานขยายผลจากพื้นที่ ได้แก่ โครงการซ่อมแซมและปรับปรุงเสริมประสิทธิภาพแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2558 ทำไปแล้ว 2,109 โครงการมีผู้รับประโยชน์ 120,439 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 457,981 ไร่ ประเมินรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7,000 บาทต่อไร่
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ...เป็นแนวทางที่แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เสริมสร้างให้ชุมชนเกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ขยายผลต่อเนื่องในภาพรวมของสังคม จากระดับจังหวัด...เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาระดับประเทศ
ขอบคุณข้อมูลและภาพ จาก มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ