พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นำทีมเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว มุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง สร้างแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร พัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

8 ตุลาคม 2564 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้ง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปแนวทางการบริหารจัดการน้ำและแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม/แล้ง ตลอดจนแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

 

ชลประทาน เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำแก้แล้ง แก้ท่วม จ.สระแก้ว

รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน(8ต.ค.64) อ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 217.81 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 201.24 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี

ชลประทาน เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำแก้แล้ง แก้ท่วม จ.สระแก้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้วเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงทำให้ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก ประกอบกับยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำที่เพียงพอ จึงทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง

กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตอำเภออรัญประเทศ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองบัวเหนือ(2567-2570) เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก 8.61 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์รวม 11,500 ไร่ ประตูระบายน้ำคลองยาง(2567-2569) เพิ่มปริมาณน้ำ 0.71 ล้าน ลบ.ม.

ชลประทาน เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำแก้แล้ง แก้ท่วม จ.สระแก้ว

พื้นที่รับประโยชน์ 1,200 ไร่ คลองผันน้ำเลี่ยงเมือง(2568-2570) เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก 6 ล้าน ลบ.ม. และประตูระบายน้ำคลองพรมโหดและสถานีสูบน้ำ พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วม(2566-2568) สามารถระบายน้ำได้ 10 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงน้ำหลาก ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองอรัญประเทศ ทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้งให้กับพื้นที่ได้อีกด้วย

 

ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในระดับพื้นที่ร่วมกันได้อย่างตรงจุด