สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ข้อมูลล่าสุดจาก Terra Byte พบว่า ราคาเปิดใหม่ของโครงการแนวราบเติบโตขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี ขณะที่สัดส่วนของตลาดลักชัวรี่ เพิ่มขึ้นเป็น 33% ของตลาด โดยมีราคาเฉลี่ยที่ 12 ล้านบาท
ซึ่งโซนกรุงเทพฯรอบนอก-ปริมณฑล เป็นทำเลยอดนิยมของแนวราบ มีอัตราการดูดซับสูงสุดที่ 5.6 ยูนิตต่อเดือนต่อโครงการ โดย 5 โซนยอดนิยม คือ หนองจอก, พระสมุทรเจดีย์, เมืองสมุทรปราการ, บางใหญ่ และบางพลี ทั้งนี้โซนบางนา ยังคงครองแชมป์โครงการแนวราบเปิดตัวใหม่สูงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2564
สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดฯ ราคาต่ำกว่าแสนบาทต่อตร.ม. (ราคาเฉลี่ย 60,000 – 80,000 บาท ต่อ ตร.ม.) โดยทำเลใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู มีคอนโดฯ โครงการใหม่เพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยมีราคาเฉลี่ยที่ 57,000 บาท ต่อตร.ม.
ในส่วนตลาดคอนโดฯ ต้องจับตาคอนโดฯในกลุ่ม Economy (ราคาเฉลี่ย 50,000-70,000 ต่อ ตร.ม.) ซึ่งเป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์กำลังซื้อของคนในยุคโควิด – 19 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคอนโดฯ กลุ่มนี้มักจะอยู่ในทำเลเมืองชั้นนอก หรืออยู่ตามแนวรถไฟฟ้าในระยะที่เดินไม่ได้ เหมาะสำหรับ First Jobber ที่อยากมีคอนโดฯหลังแรก โดยปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการที่โดดลงมาเล่นในตลาดนี้และได้กระแสตอบรับที่ดี อาทิ แสนสิริ, เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ และ Asset Wise เป็นต้น
“สำหรับเทรนด์อสังหาฯ นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป เราเริ่มเห็นแนวโน้มการซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค โดยคนส่วนใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญกับพื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์รอบด้าน อาทิ การผสมผสานพื้นที่สีเขียวให้เข้ามาอยู่ภายในตัวบ้านทุกส่วนได้อย่างกลมกลืน ตามกระแสการปลูกต้นไม้ในตอนนี้ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศภายในโครงการเพื่อผู้อยู่อาศัยในทุกช่วงวัย เช่น กลุ่มคนทำงานต้องการพื้นที่ทำกิจกรรมทั้งภายในบ้าน – พื้นที่รอบบ้าน, กลุ่มผู้สูงอายุ ต้องเพิ่มการใช้ระบบ IOT มีนวัตกรรมภายในบ้านเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น
และต้องให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นปรับระบบไฟฟ้าส่องสว่างภายในที่พักอาศัยโดยเฉพาะห้องทำงานและห้องนอน เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตอยู่ภายในที่พักอาศัยตลอด 24 ชั่วโมง เหล่านี้นับเป็นเทรนด์ที่ผู้พัฒนาต้องให้ความใส่ใจมากขึ้น เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีความสมดุล” คุณสุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย