ความหวังใหม่ ยาเม็ดชนิดกินรักษาโควิด-19
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "เมอร์ค" (Merck) บริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่จากเยอรมนีซึ่งร่วมมือกับบริษัทริดจ์แบค ไบโอเทราพิวติกส์ (Ridgeback Biotherapeutics) พัฒนายาเม็ดสำหรับต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ในชื่อโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir)
โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แถลงเบื้องต้นว่ายาดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทดลองระยะที่ 2 จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 202 รายที่มีอาการไม่รุนแรงและยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
จากการทดลองมีทั้งผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกและยาจริง ซึ่งพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาจริงครบโดสอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วันมีปริมาณเชื้อไวรัสลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ใดๆ และยังไม่พบปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยา
เวนดี เพนเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ของริดจ์แบค ข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวเป็นเรื่องน่ายินดีเนื่องจากยังไม่มีการค้นพบยารักษาโรคโควิด-19 มาก่อน โดยทางบริษัทจะดำเนินการทดลองและประเมินผลต่อไปทั้งในผู้ป่วยนอกและในสถานพยาบาลเพื่อวางแผนพัฒนายาต้านโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าผลการทดลองครั้งต่อไปจะเปิดเผยภายในไตรมาสนี้ ขณะที่ทางองค์การอาหารและยายังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ‘ยาโมลนูพิราเวียร์’ หรือ EIDD-2801 เป็นการรักษาในรูปแบบอะนาล็อกนิวคลีโอไซด์ซึ่งออกฤทธิ์ในวงกว้างต่ออาร์เอ็นเอไวรัส (ไวรัสที่มีอาร์เอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม) รวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซาร์ส และเมอร์ส
แนวทางการรักษาโควิด-19 ในไทย
สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยนั้น จะมีการใช้ ยาฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ ฟ้าทะลายโจร หรือยาอื่นๆ โดยกรมการแพทย์ ได้มีการคุยกับคณะแพทย์ต่างๆ กำลังเก็บข้อมูลการศึกษาในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์ต่อ สายพันธุ์เดลตา เพื่อมาวิเคราะห์ผลประสิทธิภาพเป็นอย่างไร รวมถึงเก็บข้อมูลในส่วนของยาชนิดอื่นๆ ในการรักษาโควิด-19 ด้วย
ส่วนยาชนิดใหม่ๆ ที่มีภูมิต้านทานลบล้างฤทธิ์ ยาชนิดนี้เข้ามาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกพูดถึงมากนักในแนวทางการรักษา เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง ซึ่งหากกำหนดให้อยู่ในแนวทางก็เท่ากับว่าต้องสนับสนุนการให้ยาผู้ป่วยทุกราย ซึ่งตรงนี้ยังคงเป็นไปได้ยาก โดยยาดังกล่าว 1 โดส อยู่ที่ 40,000 กว่าบาท แต่อยู่ระหว่างการติดตามความคืบหน้า
รวมถึง ยาโมลนูพิราเวียร์ เป็นกลุ่มยาแอนตี้ไวรัสที่ผ่านการศึกษาระยะ 2 แล้วกำลังทำระยะ 3 ในต่างประเทศ และจะมีการทำกลุ่มตัวอย่างด้วย ซึ่งไทยได้มีการพูดคุยกับบริษัทยาดังกล่าว จะต้องเตรียมตัวบางส่วน ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทผลิตยาดังกล่าว เริ่มส่งสัญญาณว่าในปีนี้จะผลิตยาจำนวนเท่าไร มีประเทศใดบ้างที่ทำการจองไปแล้ว ซึ่งยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุข จะยึดผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก
โดยได้มีการหารือกับทางรัฐบาลแล้วว่า หากจำเป็นที่จะต้องจองยาชนิดดังกล่าวก็อาจจะต้องจองด้วยในบางส่วนเพื่อที่จะเอามาดูแลพี่น้องประชาชนคนไทย ขณะที่เงื่อนไขในการจองถือว่าค่อนข้างดี ซึ่งต้องรอให้ผ่านการศึกษาในระยะ 3 ก่อนว่าได้ผล และหากว่าได้ผลชัดเจน ‘ยาโมลนูพิราเวียร์’ คงเป็นความหวังยาต้านไวรัสตัวแรกของทั่วโลกและของไทยที่จะใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19
ที่มาข้อมูลอ้างอิงจาก: รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ผศ. นพ.กำธร มาลาธรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, Ridgeback Bio