สิ่งที่ธปท.ได้ทำช่วงที่ผ่านมา คือการทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่หุบร่ม โดยการออกมาตรการออกมา ทำให้ระบบธนาคารพาณิขย์ยังทำงานได้ดีระดับหนึ่ง สินเชื่อโตใกล้เคียงกับก่อนโควิด โดยเดือนก.ค. ขยายตัว 4% มีเม็ดเงินสินเชื่อใหม่ 5 แสนล้านบาทเข้าไปในระบบ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่น่าจะโตไม่ถึง 1% ถือว่าระบบธนาคารพาณิชย์ทำได้ดีระดับหนึ่ง และโตสุดในภูมิภาค ถือว่ายังไม่หุบร่ม ส่วนภาระหนี้เดิม ลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือสูงสุดเดือนก.ค. สูงสุด 6 ล้านบัญชี มูลค่า 4 ล้านล้านบาท แต่การปล่อยสินเชื่อโดยกลไกปกติก็ยังไม่เพียงพอ และไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงไม่ได้พึ่งพากลไกตลาดเพียงอย่างเดียว โดยต้องดำเนินมาตรการที่ผ่อนปรนกับบริบท ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ จึงได้เห็นอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง 0.5-0.7%
ส่วนการช่วยเหลือเอสเอ็มอียังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็มีการปรับมาตรการมาใช้การค้ำประกันของ บสย. และเริ่มเห็นสินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว 1% ในเดือนก.ค. จึงเห็นได้ว่า ธปท.ไม่นิ่งนอนใจ พร้อมจะออกหรือปรับตามความจำเป็น แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดมีเพียงพอทั่วถึงทุกคนหรือไม่ ต้องยอมรับว่าไม่ได้ทั้งหมด ด้วยวิกฤติกว้างหนัก ต้องจัดสรรทรัพยากรไปยังกลุ่มกระทบที่มีโอกาสพลิกฟื้น ถ้าไปใช้ไม่ถูกจุดผู้เดือดร้อนหนักจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ และจะเห็นการหุบร่ม การเรียกหนี้คืน การขายทรัยพย์ออกจากระบบเหมือนปี 2540 การดูแลช่วยเหลือลูกหนี้จึงจำเป็น ไม่เช่นนั้นจะกระทบกว้างยาว โดยทำให้ลูกหนี้รอดมากสุด
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สุพันธุ์ มงคลสุธี ระบุ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้ตระหนักถึงปัญหาและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจผู้ประกอบการ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ซึ่งความช่วยเหลือด้านการเงิน ส.อ.ท.ยังคงส่งเสริมสมาชิกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบต่างๆเน้น 2 แนวทาง คือการผลักดันสินเชื่อรูปแบบ Supply Chain Financing และการระดมทุนในตลาดทุนสำหรับธุรกิจและ SME หรือ SME Board
รวมทั้งการส่งเสริมสมาชิกให้สามารถนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม, การ Re-Skill, Up-Skill บุคลากรภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการสรรหาบุคลากรให้ตรงอุตสาหกรรม ,การยกระดับธุรกิจด้วย Digital Transformation ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการไปปรับใช้กับธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปได้