กระทรวงพัฒนาสังคมฯ แถลงผลงาน 2 ปี ภายใต้การนำ “จุติ ไกรฤกษ์” ยันพร้อมขับเคลื่อนงานด้านสังคมร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ย้ำไม่คิดทอดทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง

18 กันยายน 2564 นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ต่อกรณีเครือข่ายองค์กรชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคมทั่วประเทศได้มีแถลงการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวง จึงจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน เนื่องจากในแถลงการณ์ดังกล่าวมีหลายข้อที่ไม่เป็นความจริงและเป็นข้อมูลบิดเบือนความเป็นจริง

 

อาทิ 1. ทัศนคติเชิงลบต่อองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน และงานด้านสวัสดิการชุมชน ซึ่งเห็นได้จากท่าทีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงรายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน อันเป็นกฎหมายที่มีเจตนาควบคุม ปิดกั้น และจำกัดสิทธิเสรีภาพการรวมกลุ่มขององค์กรภาคสังคมนั้น โดยข้อเท็จจริง คือ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีการเสนอโดย 2 กระทรวง ไม่ใช่กระทรวง พม. เพียงกระทรวงเดียว

 

พม.ยัน 2 ปี"จุติ ไกรฤกษ์"ทำงานไม่คิดทอดทิ้งปชช.ไว้ข้างหลัง

 

 

"การแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว เราไม่ได้ปิดกั้นประชาชน จึงอยากจะทำความเข้าใจกับภาคประชาชนและภาคองค์กร กระทรวง พม.ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและยังคงรับฟังประชาชน" ปลัด พม. กล่าว

 

2. ไม่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกลุ่มเปราะบางทางสังคม อันสะท้อนได้จากการลดงบประมาณส่วนนี้ลง จากการจัดทำแผนงบประมาณประจำปีของกระทรวงครั้งล่าสุดนั้น  ซึ่งขอชี้แจงว่า กระทรวงได้เสนอของบประมาณประจำปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากต้องเสนอขอความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณ ผ่านความเห็นชอบกรรมาธิการ (กมธ.) และวุฒิสภา ซึ่งมีการปรับลดงบประมาณลงในส่วนของงบการฝึกอบรม งบลงทุน การก่อสร้าง งบประมาณจ้างเหมาบริการ ซึ่งงบประมาณเหล่านี้ ไม่ได้กระทบถึงภาคประชาชน นอกจากนี้ ในขณะที่งบประมาณที่ถึงภาคประชาชนไม่ได้ถูกปรับลดแต่อย่างใด แต่ได้รับงบเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เงินปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ และเงินค่าจัดการศพผู้สูงอายุ

 

3. การแทรกแซงหรือส่อเจตนาที่จะเข้าไปมีบทบาท ในการกำหนดการแต่งตั้งผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจและองค์กรมหาชนในกำกับของกระทรวง พม. ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรและการดำเนินงานของของขบวนองค์กรชุมชนทั้งประเทศ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้น พอช. และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. โดยรัฐมนตรีไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการทำงานแต่อย่างใด อาทิ บอร์ด พอช. ยังคงเป็นชุดเดิม

 

พม.ยัน 2 ปี"จุติ ไกรฤกษ์"ทำงานไม่คิดทอดทิ้งปชช.ไว้ข้างหลัง

 

 

 

 

 

 

สำหรับการช่วยเหลือประชาชน รัฐมนตรีได้กำชับเจ้าหน้าที่เสมอว่า ประชาชน คือ คนในครอบครัวต้องเข้าช่วยเหลือในระยะเวลาที่รวดเร็ว ประชาชนเดือดร้อนก็ให้ช่วยเสมือนญาติพี่น้อง จึงมีข้อสั่งการว่าให้กระทรวง นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนเร่งด่วนภายใน 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ มีข้อหนึ่งในแถลงการณ์ฯ ที่บอกว่า ในสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงและรัฐมนตรี ไม่ได้ดูแลประชาชนเลย ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด

 

โดยในช่วงโควิด-19 กระทรวงไม่เคยไม่ลงพื้นที่  ซึ่งในความเป็นจริง ถือเป็นกระทรวงหนึ่งที่ผู้บริหารลงพื้นที่ด้วยตัวเอง อย่างต่อเนื่อง เช่นโครงการเรา มีเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน พม.จะตามไปช่วย  ฯลฯ  นอกจากนี้ กระทรวงยังมีผลงานมากมายเด่นชัดในรอบ 2 ปีที่ผ่าน โดยการนำของนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม. ซึ่ง ให้ความสำคัญกับภาคประชาชน และกระทรวง ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะ หากอะไรที่กระทรวงทำไปแล้ว ไม่ตอบสนองความต้องการประชาชน ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่

 

"เราพร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือเท่าเทียมกันโดยเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้น ขอความร่วมมือภาคประชาชน หากไม่เข้าใจการทำงานอะไร เรายินดีจะรับฟัง และพร้อมปรับเปลี่ยน เพื่อเดินไปด้วยกัน" นางพัชรี ระบุ

 

สำหรับผลการดำเนินงานของกระทรวง ตลอดระยะเวลา 2 ปี ภายใต้การบริหารงานของนายจุติ ได้ดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมและได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของโควิด-19 รวมจำนวน 9,166,079 ราย มีการจัดงบเยียวยากลุ่มเปราะบาง  3 เดือน รวมจำนวนกว่า 20,000 ล้านบาท รวมทั้งการจัดโครงการ “พม. Mobile ปันสุข สู่ชุมชน” มอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค ให้ชุมชนที่เดือดร้อน และโครงการ “ตู้ พม.ปันสุข” แบ่งปันอาหารให้กับผู้ที่ต้องการ และช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” ให้เข้าถึงสิทธิเราชนะมากกว่า 200,000 คน

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงยังได้ดำเนินการช่วยเหลือครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่

 

1. ด้านการช่วยเหลือเด็ก ได้มอบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 2,304,347 ราย จำนวน 1,447,962,000 บาท ต่อปี และมีการจัดกิจกรรมสภาเด็กและเยาวชน ทั่วประเทศมากกว่า 2,614 กิจกรรม ตลอดจนการพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนให้ได้มาตรฐานจำนวน 1,361 แห่ง พร้อมหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้กับเด็กมากกว่า 5,300 คน

 

2. ด้านสตรีและครอบครัว ด้วยจำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีสูงถึง 52,118 ราย และครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 374,628 ครอบครัว กระทรวง พม. จึงจัดให้มีศูนย์แม่เลี้ยงเดี่ยวรวม 9 แห่งทั่วประเทศ พร้อมจัดฝึกอาชีพไปแล้วกว่า 1,000 ราย โดยมีการอบรมอาชีพทั้งแบบปกติ และออนไลน์รวม 25,237 ราย นอกจากนี้ มีการทำ Butler-go-inter ไปแล้ว 16 คน ซึ่งสร้างรายได้ให้คนละมากกว่า 30,000 บาท/เดือน อีกทั้ง ยังมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว โดยจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน” รวม 878 แห่ง โดยพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนครอบครัว ครอบครัวมือใหม่ ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และเปิดคลินิกครอบครัว พร้อมจัดเสริมอาชีพช่างผมอุ่นใจรวม 1,000 ร้าน ตลอดจนจัดทำสมุดพกครอบครัว กับครัวเรือนเปราะบาง 20,000 กว่าครอบครัว

 

 3.ด้านผู้สูงอายุ ได้มีการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ 2,164 แห่ง โดยมีผู้เข้าร่วม 128,247 คน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับร้านคาเฟ่ อเมซอน เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ทำงาน พร้อมให้ความช่วยเหลือในด้านเงินทุน โดยสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพให้กับผู้สูงอายุรวม 24,056 คน

 

4. ด้านที่อยู่อาศัย ได้สร้างบ้านเคหะสุขประชาจำนวน 572 หลัง ซึ่งเป็นบ้านพร้อมอาชีพ โดยมีโครงการนำร่องไปแล้วกว่า 572 หลัง และโครงการบ้านมั่นคง ที่ได้ซ่อมบ้านไปแล้ว 15,994 หลัง และมีการสร้างบ้านพอเพียงชนบท 22,276 หลัง ตลอดจนซ่อมแซมบ้านให้กับคนพิการและผู้สูงอายุ 9,657 หลัง

 

5. ด้านคนพิการ ซึ่งปัจจุบันมีคนพิการมากกว่า 2 ล้านคน ได้เพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท/เดือน รวมเป็นเงิน 24,000 ล้านบาท/ปี และได้เพิ่มการจ้างงานคนพิการ 70,000 คน โดยมีผู้ดูแลคนพิการ 1,400 คน และผู้ดูแลเด็กออทิสติก 10,000 คน

 

6. ด้านคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน และผู้ทำการขอทาน มีการพัฒนาคุณภาพชีวิต คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ จำนวนทั้งสิ้น 185,973 คน 7. ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ และสมาชิกนิคมสร้างตนเอง มีการส่งเสริมอัตลักษณ์ และภูมิปัญญาชนเผ่ารวม 55,000 คน นอกจากนี้ ยังมีการพักชำระหนี้เงินกู้ให้แก่คนพิการ และผู้สูงอายุรวม 147,402 ราย และมีอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ที่เป็นพลังสำคัญในการช่วยทำงาน เกือบ 2 แสนคนทั่วประเทศ และในปี 2564 ตั้งเป้าทำให้ถึง 300,000 คนทั่วประเทศ

 

ทั้งนี้ กระทรวง พม. ยังได้บูรณาการ 12 กระทรวง 1 หน่วยงาน ทำงานในชื่อทีมประเทศไทยดำเนินโครงการบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ด้วยการบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือครอบครัวเปราะบางให้ครอบคลุมทุกมิติแบบองค์รวม เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ น.ส.พรรณทิพย์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กล่าวว่า เรื่องบุคลากรและงบประมาณ ทางรัฐมนตรีไม่เคยเข้าแทรกแซง สำหรับงบประมาณ พอช. ในการแก้ไขปัญหาชุมชนได้ลงสู่ชุมชนโดยตรง ทั้งโครงการบ้านมั่นคง บ้านพอเพียงชนบท สวัสดิการชุมชน ตลอดจนสนับสนุนชุมชนผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ยังเป็นหน้าที่ของบอร์ด พอช. และเมื่อเร็วๆ นี้ จะมีการสรรหา ผู้อำนวยการ พอช.คนใหม่ ซึ่ง รมว.พม. ได้กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมาย