กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเดือนตุลาคม อาจจะพบผู้ติดเชื้อสูงขึ้น เนื่องจากการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ และย้ำการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในนักเรียนมีความปลอดภัย

14 กันยายน 2564 ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข  นพ.เฉวตรสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน เปิดเผยถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปว่า  สิ้นปีนี้จะมีวัคซีนไฟเซอร์ ทยอยมาจนครบ 30 ล้านโดส โดยกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ คือ นักเรียน / นักศึกษา หรือ ปวช.// ปวส หรือเทียบเท่า ส่วนโรงเรียนที่จะได้รับวัคซีน คือ โรงเรียนรัฐบาลและเอกชน 

ส่วนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับนักเรียนในช่วงปลายปี เพื่อที่จะให้สามารถเปิดเทอมและทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน จะมีการรวบรวมรายชื่อให้นักเรียน เพื่อให้สาธารณสุขจังหวัด จัดสรรวัคซีนให้แต่ละโรงเรียนได้ครบถ้วน  โดยวัคซีนไฟเซอร์จะมีการส่งมอบในเดือนตุลาคม เข็มที่ 1 สัปดาห์แรก 1 ล้านโดส // สัปดาห์ที่ 2 มี 1 ล้านโดส / สัปดาห์ที่ 3 มี 2 ล้านโดส // สัปดาห์ที่ 4 มี 1 ล้านโดส  ซึ่งจะเป็นการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็มห่าง 3-4 สัปดาห์ 

ส่วนข้อกังวลผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนไฟเซอร์และพบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ นพ.เฉวตสรร ระบุว่า การฉีดวัคซีนไฟเซอร์มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เฉลี่ย 50 ต่อแสนประชากร แต่การป่วยด้วยโควิด-19 มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบสูงกว่าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ประมาณ 6 เท่า 

ขณะที่ประเทศไทย มีการป่วยด้วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากโควิด-19 ประมาณ 2-3 คน ต่อหนึ่งแสนประชากร โดยการจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์  900,000 โดส พบอากาศข้างเคียงเพียง 1 รายเป็นเด็กชาย อายุ 13 ปี โดยมีอาการแน่นหน้าอกหลังจากการฉีดเพียง 2 วัน และได้ทำการรักษาจนหายดีแล้ว พร้อมย้ำว่าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

นพ.เฉวตสรร ยังกล่าวถึง สถานการณ์โควิด-19 วันนี้พบผู้ติดเชื้อ 11,786 ราย เสียชีวิต 136 ราย  จะพบว่ามีตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงจากการคาดประมาณของกรมควบคุมโรค ยังต้องระวัง เนื่องจากผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ทำให้มีประชาชนไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น อาจจะทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเดือนตุลาคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแต่ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องประชาชน 

สธ.คาดตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นในเดือน ต.ค.

ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศไทยที่ปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ ของวันที่ 13 กันยายน 2564 มี ยอดจำนวนปอดอักเสบ 4,080 ราย จะเห็นว่า มีจำนวนลดลงจาก 7 วันย้อนหลัง ซึ่งแนวโน้มสอดคล้องกับผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 818 ราย ที่มีจำนวนลดลง ถือเป็นสัญญาณที่ดี 

แนวโน้มผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลง ยกเว้น 4 จังหวัดภาคใต้ // นนทบุรี และสมุทปราการ ที่ต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ขณะที่แนวโน้มการเสียชีวิตทั่วประเทศ มีแนวโน้มลดลงถือเป็นสัญญาณที่ดี 

ขณะที่ปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ คือ  อยู่ที่มาตรการป้องกันตัวเองส่วนบุคคล ว่าทำได้ดีแค่ไหน แต่หากทุกคนละเลยมาตรการส่วนบุคคลอาจจะทำให้ตัวเลขผู้ป่วยมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่นการสังสรรค์กับเพื่อน เนื่องจากการฉีดวัคซีนทั่วประเทศยังไม่สูงนัก   ทั้งนี้ถ้ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าในพื้นที่สามารถควบคุมได้ในวงจำกัด ก็ไม่น่ากังวลแต่ถ้าควบคุมไม่ได้อาจจะมีมาตรการที่เข้มขึ้นตามสถานการณ์โควิด-19

สธ.คาดตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นในเดือน ต.ค.