ทางด้าน นายอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม เปิดเผยว่า ในฐานะคู่สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศกับดีอีเอสซึ่งสัญญาดังกล่าว มีอายุ 30 ปี ตั้งแต่ 11 กันยายน 2534 -10 กันยายน 2564 บริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนการดำเนินงานตามสัญญาและเจตนารมณ์ของสัญญามาโดยตลอด
ในการดำเนินการตามสัญญาสัมปทานจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้มีการจัดสร้างดาวเทียมด้วยต้นทุนของบริษัทเองและโอนกรรมสิทธิ์ในดาวเทียมให้เป็นทรัพย์สินของภาครัฐไปแล้วจำนวน 6 ดวง รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท มากกว่าที่กำหนดไว้ในแผนที่นำเสนอโครงการตั้งแต่ต้น
และยังได้นำส่งค่าส่วนแบ่งรายได้ของดาวเทียมทั้ง 6 ดวง รวมกันเป็นรายได้ให้แก่ภาครัฐ จนถึงปัจจุบัน เป็นเงิน 13,852.84 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าค่าตอบแทนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในสัญญาคือ 1,415 ล้านบาทคิดเป็น 889%
อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมีส่วนสำคัญในการจองสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียมให้กับประเทศและช่วยดำเนินการรักษาสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียมไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิตลอดมา ทั้งที่การดำเนินการบางกรณีมิใช่หน้าที่ตามสัญญาสัมปทาน
“การจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรภายใต้สัญญาสัมปทานแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรก คือ ไทยคม 1 (หลัก) และ ไทยคม 2 (สำรอง) ชุดที่สอง คือ ไทยคม 3 (หลัก) และ ไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ (สำรอง) ไทยคม 3 เสียก่อนหมดอายุใช้งาน จึงยิงไทยคม 5 ไปทดแทนไทยคม 3 ส่วนไทยคม 4 มีประเด็นเรื่องสถานะของไทยคม 4 ว่าเป็นสำรองหรือไม่ จึงยิงไทยคม 6 เป็นดาวเทียมสำรองเพิ่มเติมของไทยคม 5 ส่วนไทยคม 7 และ 8 เป็นดาวเทียมในข้อพิพาทเพราะบริษัทได้ขอใบอนุญาตเพื่อยิงขึ้นสู่วงโคจรจากสำนักงานกสทช.ไม่ถือว่าอยู่ในสัมปทาน”