จากการสำรวจเดียวกันพบว่า 20% ของผู้ไม่ได้รับวัคซีน มีความกังวลข้อใหญ่ๆ เกี่ยวกับวัคซีนก็คือ วัคซีนยังใหม่เกินไป ส่วนอีกด้าน มีเพียง 4% ของผู้ไม่ได้รับวัคซีนเท่านั้นที่กล่าวว่า เหตุผลหลักที่พวกเขาไม่ให้ความสนใจวัคซีนโควิด-19 ก็เพราะตามปกติพวกเขาก็ "ไม่วางใจวัคซีนโดยทั่วไป" อยู่แล้ว
ตรวจสอบอคติของตัวเองก่อน
เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั่วไปคือ การคิดเอาเองว่าคนที่ไม่ได้รับวัคซีนทั้งหมดนั้น เป็นกลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดที่เป็นคนผิวขาว เคร่งศาสนา อยู่ในชนบท และอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว แต่คนที่ลังเลใจกับการรับวัคซีนนั้นมีความหลากหลายมากกว่านั้น อย่างการที่คนผิวดำและชาวฮิสแปนิกจำนวนมากเข้ารับวัคซีนช้านั้นก็เป็นเพราะบาดแผลฝังใจที่ยังไม่เจือจาง จากประวัติศาสตร์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่ไปกระทำไว้กับชนกลุ่มน้อย (จะนำมาเล่าสู่ให้ฟังภายหลัง) หรืออีกเหตุผล บางคนก็อาจมีปัญหาสุขภาพที่ทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังเรื่องวัคซีนเป็นพิเศษ ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็อาจกำลังมองหาข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติม
แม้แต่คนที่อาจจะดูท่าทางเป็นไปในทางนั้นตั้งแต่แวบแรกก็อาจมีเรื่องราวมากกว่าที่เราคิด ตัวอย่างเช่น สจ๊วร์ตซึ่งเป็นศิษยาภิบาลที่นับถือศาสนาคริสต์ อาศัยอยู่ในชนบทของเซาท์แคโรไลนา แถมยังมีความเอนเอียงไปทางอนุรักษ์นิยม แต่ทว่าความลังเลใจของเขาเรื่องวัคซีนไม่ได้มาจากศาสนาหรือว่าการเมือง แต่เป็นเพราะเขาพยายามทำความเข้าใจกระบวนการอนุมัติวัคซีนขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ และเรื่องที่ว่าวัคซีนจะส่งผลต่อสุขภาพของเขาอย่างไรต่างหาก
เหตุผลส่วนตัวของผู้คนนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องส่วนตัว หากเราเคารพเหตุผลเหล่านั้นก็อาจทำให้การพูดคุยกันได้ผลมากยิ่งขึ้น
ดูว่าคนคนนั้นเปิดใจรับการสนทนาหรือไม่
สจ๊วร์ตสารภาพว่า ตนถึงกับเคยตั้งคำถามว่า โควิดมีอยู่จริงหรือ! แล้ววัคซีนนั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือเปล่า แล้วมันยังมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากวัคซีนหรือไม่ แต่เขาก็เปิดช่องให้กับพื้นที่การสนทนาเสมอ เพราะเขาเชื่อว่า “หากผมต้องการการตัดสินใจที่ถูกต้อง ผมก็ต้องฟังความคิดเห็นฝั่งตรงกันข้ามด้วย”
ส่วน 14% ของอเมริกันชนที่ตัดสินใจว่าจะไม่เข้ารับวัคซีนอย่างแน่นอน ก็อาจจะไม่เปิดหูรับฟังสิ่งที่คุณพูดอย่างแน่นอน ซึ่งก็จะเป็นการใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่าถ้าคุณจะถอยออกมา
ใจดีเข้าไว้-หรืออย่างน้อยก็ทำหน้าที่พลเมืองที่ดี
บางทีคุณอาจโกรธในสิ่งที่ใครบางคนพูด เกี่ยวกับประเด็นโควิด-19 หรือวัคซีน หรือคุณอาจพบว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจยาก แต่คนที่คุณพยายามจะคุยด้วยก็อาจจะปิดประตูใส่คุณทันทีหากคุณแสดงเกรี้ยวกราด เพราะการแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง หรือการด่าทอดูหมิ่นใครสักคน จะปิดทุกประตูการสนทนาที่อาจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ระบุที่มาของปัญหาหรืออุปสรรค
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนจำนวนมาก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาต่อต้านวัคซีนมากกว่าต้องการความช่วยเหลือในการรับวัคซีน เพราะเหตุผลอาจคือเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่น พวกเขาอาจกลัวเข็ม หรืออาจมีปัญหาในการหาวิธีนัดหมาย บางทีก็อาจเคยได้ยินเกี่ยวกับผลข้างเคียงและไม่สามารถหยุดงานได้หากรู้สึกไม่สบายหรือมีอาการข้างเคียง คำถามคือ คุณสามารถช่วยอะไรพวกเขาได้บ้างกับปัญหาหรืออุปสรรคเหล่านี้
ใช้ข้อความพูดคุยที่แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน
การเผชิญหน้ากับผู้คนบนโซเชียลมีเดีย ในโพสต์บน Facebook คำตอบใน Twitter ความคิดเห็นบน Instagram จะไม่เป็นประโยชน์เลย แถมยังจะสร้างศัตรูได้อีก หากคุณรู้สึกว่า จำเป็นต้องตอบคนที่โพสต์ข้อความตั้งคำถามเกี่ยวกับวัคซีน ให้เลือกช่องทางที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น เช่น การส่งข้อความ
ปรับความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งของคุณให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ข้อความส่วนใหญ่เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนมักจะเป็นไปในทาง คำสั่ง เสียมากกว่า เช่น “รับวัคซีนทันที” หรือเป็นไปในเชิงดูหมิ่นไปโดยปริยาย เช่น “หากคุณยังไม่ได้รับวัคซีน คุณคือคนไม่ดี” การใช้ภาษาที่ดีจะช่วยเสริมข้อเท็จจริงว่า กระบวนการฉีดวัคซีนจะมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณแต่ละคน
แดเนียล ครอยแมนส์ แพทย์ในระบบของ UCLA ที่เพิ่งเข้าร่วมในการศึกษาวิจัย พบว่าภาษาที่แสดง "ความเป็นเจ้าของ" ช่วยให้ผู้คนตอบรับการนัดหมายวัคซีนโควิด-19 ภาษาที่แสดงความเป็นเจ้าของหมายถึง ข้อความคำที่บ่งบอกว่า การฉีดวัคซีนนั้นเป็นเรื่องของคุณโดยเฉพาะ เช่น "ขอรับยาของคุณ" หรือ "วัคซีนได้รับการจัดเตรียมให้คุณแล้ว" เป็นต้น การศึกษาของ ครอยแมนส์ พบว่าข้อความที่มีภาษาแสดงความเป็นเจ้าของนั้นประสบความสำเร็จมากกว่าในการรับผู้สูงอายุที่มีเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนนัดในนัดแรกมากกว่าข้อความที่เป็นข้อมูล “ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นของคุณ คุณก็จะรู้สึกถึงคุณค่าและชื่นชม” ครอยแมนส์กล่าว
ครอยแมนส์บอกว่า การศึกษาให้ความสำคัญกับการสร้างข้อความส่วนบุคคลที่แสดงถึงการมอบอำนาจให้มากกว่าจะทำให้ผู้คนลังเลใจ หรือตัดสินใจเองในเรื่องวัคซีน ใครก็ตามที่ต้องการช่วยหรือชักชวนผู้อื่นให้รับวัคซีนสามารถลองใช้กลยุทธ์เดียวกันได้นี้ได้
เมื่อพูดคุยกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ให้สังเกตดูว่า เขามีความกังวลเรื่องใดเป็นพิเศษ และพยายามสร้างความรู้สึกในทำนองว่า พวกเขามีความเกี่ยวข้อง หรือมีความสำคัญ อย่าใช้ศัพท์แสงเข้าใจยาก หรือพูดจาไม่ดี ย้ำถึงความกังวลที่คนคนนั้นแชร์ให้ฟังเพื่อทำให้เขารู้ว่า คุณกำลังฟังอยู่ และคิดว่าอะไรจะช่วยทำให้คุณมั่นใจได้ หากคุณรู้สึกแบบเดียวกัน
จงเท่กว่าและเจ๋งกว่า
Be a “cooler.”ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดนแห่งสหรัฐอเมริกาได้คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ของ TikTok เพื่อกระตุ้นให้ Gen Z ได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น นักสังคมวิทยา บรู๊ค แฮร์ริงตัน กล่าวว่า คุณก็สามารถเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ แบบพิเศษได้เช่นกัน แต่คำว่า “cooler” ก็เป็นคำที่ใช้สำหรับพวกนักต้มตุ๋น บางครั้งใช้เพื่อปลอบโยนคนที่เพิ่งถูกหลอก
แฮร์ริงตัน เชื่อว่า ผู้มีอิทธิพลในกลุ่มวัยรุ่น หรือ คูลเลอร์ที่มีความโปรเรื่องวัคซีน สามารถช่วยเพิ่มการยอมรับวัคซีนได้ หลังจากหลายเดือนที่คนมากมายต้องเผชิญกับข้อความที่สร้างความอับอายและการกล่าวโทษผู้ที่ลังเลใจในวัคซีน เพราะคูลเลอร์สามารถแสดงบทบาทที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการย้อนกลับวาทกรรมต่อต้านวัคซีนและคืนความไว้วางใจกลับมาได้
ดังที่แฮร์ริงตันเขียนไว้ใน op-ed ใน Guardianว่า "คูลเลอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ก็คือผู้ที่สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือคนที่มีความคิดเห็นที่พวกเขาให้ความสำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่สนใจความคิดเห็นดี ๆ จากใครก็ตาม แต่เราจะให้ความใส่ใจกับสถานะและการ 'เผชิญหน้า' ภายในชุมชนเฉพาะที่มีความสำคัญต่อเรามากกว่า” เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ครู หมอสอนศาสนา นักดนตรี หรือ แม้แต่เพื่อน ก็อาจเป็น “คูลเลอร์” ที่ช่วยคนในเรื่องวัคซีนได้
เตรียมข้อมูลของคุณให้พร้อม
สจ๊วร์ตกล่าวว่า สิ่งที่ชักชวนให้เขาเข้ารับวัคซีนก็คือ ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนในลักษณะที่ไม่ดูถูกเหยียดหยาม คำตอบหนึ่งจากโพสต์ของเขาระบุถึง ความกลัวและความไม่พอใจทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน และเสนอข้อเท็จจริงจากเอกสารทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้รายละเอียดในอีกกรณีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายอย่างอดทนว่า ร่างกายของเราใช้โปรตีนสไปค์อย่างไร และทำไมความกลัวของสจ๊วร์ตถึงผลข้างเคียงจากวัคซีนในระยะยาวจึงยังไม่มีมูล คำตอบหรือข้อโต้แย้งที่เขาพบว่าน่าเชื่อถือที่สุดก็คือ การอธิบายในสิ่งที่เขากังวลด้วยข้อเท็จจริงที่เขาไม่สามารถหักล้างได้
สำหรับใครก็ตามที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้คนที่คุณรักที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนให้คิดใหม่ การพูดในเชิงวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงอาจจะไม่ได้ผลนัก เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อข้อเท็จจริงเหล่านั้น
หรือแม้กระทั่งเรื่องของการฉีดวัคซีนแบบสลับชนิดในเวลานี้ที่กำลังทำให้ใครหลายคนลังเลกับผลของมันในความเป็นจริง ก็ยังต้องมีชุดคำอธิบายและข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้
ในระยะยาวเรายังต้องรับมือ ต่อสู้และเผชิญหน้ากับโควิด-19 ต่อไป ด้วยเครื่องมือสำคัญที่เรามีนั่นคือ วัคซีน และภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง เพราะมันคือความจริงบนความเชื่อว่า “เราทำได้”
ศิวดี อักษรนำ
--------------------
อ้างอิง: