ปูดขบวนการ "แจ้งเกิดทิพย์" จนท.รัฐเอี่ยว รับเงินหัวละหมื่น
24 เม.ย. 2569 | thunchanok_kul

แฉขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวรับเงินหัวละหลายหมื่นบาท เผย 27 รายชื่อส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
ข่าว
24 เม.ย. 2569 | thunchanok_kul

แฉขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวรับเงินหัวละหลายหมื่นบาท เผย 27 รายชื่อส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี กับเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนของเทศบาลที่ สภ. เมืองนครราชสีมา ซึ่งได้ตรวจพบทุจริตในงานทะเบียนราษฎรของเทศบาล หลังกรมการปกครองประสานเข้าตรวจสอบ พบมีการปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้บุคคลต่างชาติเป็นขบวนการ มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และมีการเรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาท โดยขณะนี้ตรวจพบความผิดปกติแล้วอย่างน้อย 27 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเข้าพบเพื่อขอความร่วมมือตรวจสอบกรณีทุจริต เมื่อดำเนินการตรวจสอบพบว่ามีการนำเอกสารเท็จมาใช้แจ้งเกิด โดยอ้างเอกสารจากสถานพยาบาลในลักษณะคล้ายหนังสือราชการ ทำให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อและดำเนินการตามขั้นตอน
ทั้งนี้ พบว่าเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ซึ่งไม่มีสิทธิ์เข้าระบบ ได้อาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่รายอื่นเผลอ แอบใช้สิทธิ์เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกข้อมูล ทำให้ชื่อในระบบไม่ปรากฏเป็นของผู้กระทำผิด และสามารถออกเอกสารให้ผู้มาติดต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายบริหารไม่ทราบ เนื่องจากกระบวนการอยู่ในระดับปฏิบัติการ
นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องใช้เวลา 2 วัน ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ โดยพบว่ามีการเรียกรับเงินรายละ 10,000-30,000 บาท และมีลักษณะเป็นขบวนการ มีนายหน้าพาบุคคลมาติดต่อ โดยเจาะจงเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเพียงคนเดียว
ทางเทศบาลตำบลโพธิ์กลางได้ทำการสอบสวน แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยอมรับสารภาพ ซึ่งขณะนี้ได้ขาดงานไปแล้ว 17 วัน ไม่มาทำงานนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุ แต่ได้มีการฝากเอกสารมา เพื่อขอลาออก แต่ทางตนไม่ยินยอม เพราะว่ายังมีเรื่องที่ต้องสอบสวนอยู่ หากกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะดำเนินคดีอาญาโทษสถานเดียวคือ ให้ออกจากราชการ
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน พบผู้เกี่ยวข้องรวม 27 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน จากเดิมที่กรมการปกครองแจ้งเพียงไม่กี่ราย ขณะนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีในหลายข้อหา และตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย พร้อมย้ำว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด
นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์อื่น เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินอัตราในบางกรณี สะท้อนถึงช่องโหว่ของระบบงานทะเบียนที่เปิดช่องให้ผู้ไม่สุจริตใช้ประโยชน์ ขณะที่คดีในภาพรวมอยู่ระหว่างการสอบสวนของ กองบัญชาการสอบสวนกลาง เพื่อขยายผลถึงขบวนการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อื่นต่อไป