2.เมื่อพิสูจน์ได้ว่า การกระทำความผิดนั้น เป็นการกระทำโดยรู้สำนึก จึงจะมาถึงอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ "การพิสูจน์เจตนา"
เจตนามี 2 อย่าง คือ
-เจตนาประสงค์ต่อผล เช่น จ่อปืนที่ศีรษะ แล้วยิงออกไป แบบนี้ เรียกว่า "เจตนาประสงค์ต่อผล" ต้องการให้ตาย เพราะจ่อยิงที่ศีรษะ
-เจตนาเล็งเห็นผล เช่น ยิงปืนเข้าไปในรถเมล์ที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะอ้างว่าไม่ได้ต้องการฆ่าใคร แต่หากมีคนตายบนรถเมล์ ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการฆ่าโดย "เจตนาเล็งเห็นผล" เพราะผู้กระทำต้องคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า การยิงปืนขึ้นไปบนรถเมล์ที่คนแน่นๆ กระสุนจะต้องโดนใครสักคนอย่างแน่นอน และใครคนนั้นอาจตายได้
3.กรณีที่ "อดีตผู้กำกับโจ้" อ้างว่า เขาไม่ได้เจตนา "คลุมถุงฆ่า" แต่ต้องการขู่เพื่อสอบถามถึงยาเสพติดล็อตใหญ่ และไม่ต้องการให้เหยื่อจดจำใบหน้าตนเองได้ จึงไม่ได้มี “เจตนาฆ่า” นั้น
ประเด็นนี้ถือว่าแยกย่อยเป็นรายละเอียดเชิงลึกมากกว่าข้อ 2 กล่าว คือ
-สรุปได้หรือไม่ว่า อดีตผู้กำกับโจ้กระทำการ "โดยรู้สำนึกในการกระทำ" เพราะยอมรับกับสื่อมวลชนเองว่า ขณะกระทำ "คลุมถุง" ตนเองต้องการข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดล็อตใหญ่ เบื้องต้นก็น่าจะสรุปได้ว่าเป็นการกระทำ "โดยรู้สำนึกในการกระทำ" ยกเว้นจะมาพลิกตอนหลังว่าเป็น "ไบโพลาร์" แล้วศาลเชื่อ
-การกระทำของอดีตผู้กำกับโจ้ เป็นการกระทำ "โดยเจตนา" อย่างแน่นอน เพียงแต่ "อดีตผู้กำกับโจ้" อ้างว่า "ตนเจตนาทำร้าย" ซึ่งหมายถึง "คลุมถุง" เพื่อเอาข้อมูล ไม่ได้ "เจตนาทำให้ตาย"
ถ้าศาลเชื่อตามนี้ ก็จะเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 คือ ไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิต ระวางโทษจำคุก 3-15 ปี ซึ่งเป็นโทษสถานเบา ตามที่ "ข่าวข้นคนข่าว" เลยเล่าให้ฟังมาแล้ว
แต่หากศาลมองว่าการกระทำนั้นเป็นการ "ทรมาน" หรือ "ทารุณโหดร้าย" แม้จะไม่ได้เจตนาฆ่า ก็จะเพิ่มระวางโทษเป็น จำคุก 3 ปีถึง 20 ปี