เนชั่นทีวี

ข่าว

กางกฎหมายอาญา อ้างเป็น “ไบโพลาร์” รอดยาก?

01 ก.ย. 2564 | chairat_pat

กางกฎหมายอาญา อ้างเป็น “ไบโพลาร์” รอดยาก?

ประเด็นอาการ “ไบโพลาร์” ของ “อดีตผู้กำกับโจ้” ที่มีการหยิบยกขึ้นมาในช่วงนี้นั้น ชัดเจนว่าต้องการพลิกคดี “คลุมถุงฆ่า” เพราะหากศาลเชื่อคำอ้าง และมีการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า ขณะกระทำ เจ้าตัว “จิตหลุด” จริง ก็จะพ้นความผิดไปโดยปริยาย

โดย...ปกรณ์ พึ่งเนตร

 

ประเด็นนี้มีข้อสังเกตก็คือ มีการเตรียมการ "หาช่อง" กันมาก่อนหรือไม่ เพราะ "บิ๊กภาค 6" ได้พยายามให้ข้อมูลกับสื่อว่า "อดีตผู้กำกับโจ้" เป็นไบโพลาร์มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว และอยู่ระหว่างการกินยารักษาตัว

 

กางกฎหมายอาญา อ้างเป็น “ไบโพลาร์” รอดยาก?

 

การเป็นหรือไม่เป็นไบโพลาร์ ส่งผลทางกฎหมายอย่างไร อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้

 

1.บุคคลใดจะต้อง "รับผิดทางอาญา" จะต้องมีการกระทำที่กฎหมายระบุว่าเป็นความผิดเสียก่อน

 

"การกระทำ" ในทางกฎหมาย จะต้องเป็น "การกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ" คำว่า "รู้สำนึก" ไม่ใช่สำนึกผิดชอบชั่วดี แต่หมายถึง "รู้สำนึกว่ากำลังทำอะไรอยู่" เช่น ยกมือ ยกปืน ถือปืน เหนี่ยวไก คลุมถุง ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

 

หากผู้ใดกระทำขณะละเมอ หรือจิตหลุด เป็นบ้า ควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยขณะที่กระทำนั้น ไม่รู้ตัวว่ากำลังกระทำอยู่ แบบนี้ในทางกฎหมายถือว่า "ไม่ต้องรับผิดทางอาญา"

 

นี่คือสาเหตุที่ฝั่ง "อดีตผู้กำกับโจ้" พยายามอ้างเรื่องไบโพลาร์ ก็เพื่อจะทำให้ศาลเชื่อว่า ขณะที่ตนเองกระทำผิดนั้น กระทำไป "โดยไม่รู้สำนึกในการกระทำ"

 

แต่ปัญหาที่ต้องพิสูจน์ก็คือ การเป็นไบโพลาร์ ทำให้จิตหลุดถึงขนาด "กระทำโดยไม่รู้สำนึกในการกระทำ" เลยหรือไม่ ขณะที่การกระทำที่ปรากฏตามคลิป คือ ใช้ถุงคลุมหัวเหยื่อ มีการพูด ซักถาม ตบ ทำร้าย และพูด ซักถามถึงของบางอย่างซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลา

 

รวมทั้งใช้ถุงคลุมหัวถึง 6 ชั้น แบบนั้นจะอ้างว่าเป็นการกระทำ "โดยไม่รู้สำนึก" ได้หรือไม่  เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

 

2.เมื่อพิสูจน์ได้ว่า การกระทำความผิดนั้น เป็นการกระทำโดยรู้สำนึก จึงจะมาถึงอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ "การพิสูจน์เจตนา"

 

เจตนามี 2 อย่าง คือ

 

-เจตนาประสงค์ต่อผล เช่น จ่อปืนที่ศีรษะ แล้วยิงออกไป แบบนี้ เรียกว่า "เจตนาประสงค์ต่อผล" ต้องการให้ตาย เพราะจ่อยิงที่ศีรษะ

 

-เจตนาเล็งเห็นผล เช่น ยิงปืนเข้าไปในรถเมล์ที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะอ้างว่าไม่ได้ต้องการฆ่าใคร แต่หากมีคนตายบนรถเมล์ ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการฆ่าโดย "เจตนาเล็งเห็นผล" เพราะผู้กระทำต้องคาดการณ์​ได้อยู่แล้วว่า การยิงปืนขึ้นไปบนรถเมล์ที่คนแน่นๆ กระสุนจะต้องโดนใครสักคนอย่างแน่นอน และใครคนนั้นอาจตายได้

 

3.กรณีที่ "อดีตผู้กำกับโจ้" อ้างว่า เขาไม่ได้เจตนา "คลุมถุงฆ่า" แต่ต้องการขู่เพื่อสอบถามถึงยาเสพติดล็อตใหญ่ และไม่ต้องการให้เหยื่อจดจำใบหน้าตนเองได้ จึงไม่ได้มี “เจตนาฆ่า” นั้น

 

กางกฎหมายอาญา อ้างเป็น “ไบโพลาร์” รอดยาก?

 

ประเด็นนี้ถือว่าแยกย่อยเป็นรายละเอียดเชิงลึกมากกว่าข้อ 2 กล่าว คือ

 

-สรุปได้หรือไม่ว่า อดีตผู้กำกับโจ้กระทำการ "โดยรู้สำนึกในการกระทำ" เพราะยอมรับกับสื่อมวลชนเองว่า ขณะกระทำ "คลุมถุง" ตนเองต้องการข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดล็อตใหญ่ เบื้องต้นก็น่าจะสรุปได้ว่าเป็นการกระทำ "โดยรู้สำนึกในการกระทำ" ยกเว้นจะมาพลิกตอนหลังว่าเป็น "ไบโพลาร์" แล้วศาลเชื่อ

 

-การกระทำของอดีตผู้กำกับโจ้ เป็นการกระทำ "โดยเจตนา" อย่างแน่นอน เพียงแต่ "อดีตผู้กำกับโจ้" อ้างว่า "ตนเจตนาทำร้าย" ซึ่งหมายถึง "คลุมถุง" เพื่อเอาข้อมูล ไม่ได้ "เจตนาทำให้ตาย"

 

กางกฎหมายอาญา อ้างเป็น “ไบโพลาร์” รอดยาก?

 

ถ้าศาลเชื่อตามนี้ ก็จะเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 คือ ไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิต ระวางโทษจำคุก 3-15 ปี ซึ่งเป็นโทษสถานเบา ตามที่ "ข่าวข้นคนข่าว" เลยเล่าให้ฟังมาแล้ว

 

แต่หากศาลมองว่าการกระทำนั้นเป็นการ "ทรมาน" หรือ "ทารุณโหดร้าย" แม้จะไม่ได้เจตนาฆ่า ก็จะเพิ่มระวางโทษเป็น จำคุก 3 ปีถึง 20 ปี

ผลชันสูตรมัด "ขาดอากาศ" ส่อเจตนาฆ่า "เล็งเห็นผล"

 

-อีกด้านหนึ่ง พนักงานสอบสวนในคดี ไม่ได้เชื่อแบบที่ "อดีตผู้กำกับโจ้" กล่าวอ้าง เพราะได้ตั้งข้อหา "ฆ่าโดยทรมาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289  ซึ่งมีระวางโทษสูงสุดสถานเดียว คือ ประหารชีวิต

 

กางกฎหมายอาญา อ้างเป็น “ไบโพลาร์” รอดยาก?

 

นั่นแสดงว่าพนักงานสอบสวนมองว่า การ "คลุมถุงฆ่า" โดยคลุมถุงถึง 6 ชั้นนั้น แม้อดีตผู้กำกับโจ้ จะไม่ได้มีเจตนาฆ่าตั้งแต่แรก แต่เจตนาให้ทรมาน เพื่อเอาข้อมูล ซึ่งก็ต้องถือว่า "อดีตผู้กำกับโจ้" ต้อง "เล็งเห็นผล" ได้ว่าการกระทำทรมานแบบนั้น จะทำให้เหยื่อเสียชีวิตได้

 

ยิ่งล่าสุด ผลการชันสูตรพลิกศพที่ "4 หน่วยงานส่วนกลาง" ลงไปจี้ถึงในพื้นที่ สรุปออกมาชัดเจนว่า สาเหตุการตายไม่ใช่เสพยาเกินขนาด แต่เป็น "ขาดอากาศหายใจ" แถมยัง "ขาดอากาศ" ตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาล

 

จึงมีโอกาสสูงที่ "อดีตผู้กำกับโจ้" จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ว่า สิ่งที่ตนเองทำนั้น เป็น "เจตนาเล็งเห็นผล" ทำให้เหยื่อเสียชีวิต ซึ่งจะมีระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่หากมีเหตุบรรเทาโทษ เช่น รับสารภาพ ศาลก็จะใช้ดุลยพินิจลดโทษลงได้ ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

 

แต่ในท้ายที่สุด ทุกอย่างต้องไปจบลงที่ศาล ซึ่งทุกฝ่ายไม่สามารถก้าวล่วงได้

 

ข่าวล่าสุด