ซึ่งทนายเจมส์ ก็ยืนยันว่าใบรับรองแพทย์ไม่มีผลต่อคดีและไม่ทำให้สำนวนอ่อนแน่นอน ต้องพิสูจน์ก่อนว่าผู้ต้องหาอดีตผู้กำกับโจ้ป่วยจริงหรือไม่ ต้องมีการสอบถามแพทย์ ว่ามีการรักษาที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ไปรับยาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และกินยาต่อเนื่องหรือไม่ และต้องนำสืบและมาพิสูจน์กันอีกว่าในขณะที่ลงมือกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายถ้ารู้ก็จบแล้ว
โดยมุมมองของทนายเจมส์เกี่ยวกับคดีนี้ คือบทพิสูจน์ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าสัจจะวาจาของท่าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ที่เคยกล่าวว่านิ้วไหนที่เสียก็ตัดทิ้งซะคดีนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ว่ากระบวนการยุติธรรมและคำพูดของท่าน ผบ.ตร.ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ตำรวจจะกู้วิกฤตศรัทธาจากประชาชนได้หรือไม่คดีนี้เป็นตัวชี้วัด
ทนายเจมส์ ทิ้งท้ายไว้ว่า อยากจะให้บทเรียนครั้งนี้ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนให้กับหลายๆคนที่ทำหรือกำลังคิดจะกระทำความผิด เพราะไม่มีกฎหมายใดที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ถือกฎหมายไปทรมานผู้ต้องหาเพื่อได้มาซึ่งข้อมูล ไม่มีกฎหมายไหนบัญญัติเอาไว้ โดยการได้มาของข้อมูลนั้นต้องใช้หลักจิตวิทยาก การสืบสวนล้วนๆไม่มีหลักสูตรที่สอนให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล และหลังจากนี้ในมุมมองส่วนมองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แบ่งออกเป็น2มิติ 1.ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ในรูปแบบใหม่ 2.เหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือจะเงียบกว่าเก่าจะระมัดระวังตัวยิ่งกว่าเก่า และวอนขอว่าอยากให้เป็นแบบที่1เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน