หลังจากไปรับทราบข้อกล่าวหาร่วมชุมนุมคาร์ม็อบ(สมบัติทัวร์) “ไฮโซลูกนัท” ได้พบกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดและกลับมาโพสต์เฟสบุ๊กถึงเรื่องนี้

จากกรณีที่ นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ไฮโซลูกนัท พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.โสภณ ผ่าโผน รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ดอนเมือง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ร่วมกันจัดกิจกรรมรวมกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ซึ่งมีการร่วมกับกันของบุคคลมากกว่า 5 คน และร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะจนเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภับและการจราจร กรณี ร่วมชุมนุมคาร์ม็อบ(สมบัติทัวร์)  ซึ่งตัวได้ปฏิเสธทุกข้ากล่าวหา

 

 

“ไฮโซลูกนัท” ห่วงผู้ต้องหาคดียาเสพติด หวั่นซ้ำรอยคดี“อดีตผู้กำกับโจ้”

“ไฮโซลูกนัท” ได้กลับมาโพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าได้เจอกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดและได้ร่วมพูดคุย โดยตนเป็นห่วงผู้ต้องหาเนื่องจากข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติด จนถึงแก่ความตายนั้น ทำให้ตนลอบมองชายหนุ่มตรงหน้าผ่านลูกกรงด้วยใจไม่สู้ดีนัก ไม่อาจทราบเลยว่าหลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง อีกทั้งเคยได้ยินเรื่องการจับแพะจึงทำให้หลายคนไม่เชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรมไทย

 

“ไฮโซลูกนัท” ห่วงผู้ต้องหาคดียาเสพติด หวั่นซ้ำรอยคดี“อดีตผู้กำกับโจ้”

 

ทั้งนี้ “ไฮโซลูกนัท”ยังได้ให้กำลังใจผู้ต้องหาคนดังกล่าว หวังว่าจะได้ออกมาพบกับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

 

วันนี้ที่ผมไปรับทราบข้อกล่าวหา ที่สน.ดอนเมือง ขณะที่กำลังพิมพ์ลายนิ้วมือได้เจอกับผู้ต้องหาที่ถูกกักขังในคดียาเสพติด ได้มีโอกาสพูดคุยกันนิดหน่อย

 

 

แต่จากข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาคดีค้ายาฯ จนถึงแก่ความตายนั้น ทำให้ผมลอบมองชายหนุ่มตรงหน้าผ่านลูกกรงด้วยใจไม่สู้ดีนัก ทั้งผมและเขาเองไม่อาจทราบเลยว่าหลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง...

 

 

กฎหมายอาญายึดหลัก “ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา” แต่ในขณะเดียวกัน พอเป็นคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติด เรามักได้ยินคำว่า จับแพะ, บังคับรับสารภาพ ฯลฯ การขู่เข็ญ คุกคาม และใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจดูจะเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันไปแล้ว

 

กระบวนการยุติธรรมที่พิกลพิการตั้งแต่ชั้นสอบสวนแบบนี้ มันผิดตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก ผมไม่แปลกใจที่ประชาชนไทยจะกังขาในกระบวนการยุติธรรม

 

 

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงสำหรับสังคมในหลายมิติก็จริง แต่วิธีการรับมือปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย เราสามารถถอดบทเรียนจากต่างประเทศได้นะครับ

 

 

แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น เราอาจต้องกลับมาพิจารณาการใช้โทษจำคุกก่อน ผมไม่เห็นว่าการบังคับใช้โทษจำคุกอย่างพร่ำเพื่อจะก่อผลดีแก่ใคร ไม่ว่าผู้กระทำความผิด, สังคม, ประเทศชาติ การผลักประชาชนเข้าเรือนจำ นอกจากจะเพิ่มความพะรุงพะรังให้งบประมาณจากภาษีของประชาชนแล้ว

 

อาจเป็นการถีบผู้หลงผิดให้หันเข้าสู่เส้นทางไม่สุจริตตลอดไปเลยก็ได้ คนที่เคยเข้าคุกครั้งหนึ่ง จะถูกตราหน้าเป็น “ไอขี้คุก” ตลอดไป แล้วพวกเขาเหล่านี้ก็ไม่อาจกลับไปหาอาชีพที่สุจริตทำได้อีก เพราะสังคมไม่ยอมรับ ไม่ให้อภัย

 

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าแบบนี้กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังพยายามแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือกำลังพยายามจะผลักประชาชนให้หันไปสู่กระบวนการค้ายาฯ ซึ่งจะต้องวนลูปกลับมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขู่เข็ญ คุกคาม วนเวียนแบบนี้ต่อไป เพราะมีใครได้ประโยชน์จากวงจรอุบาทว์นี้รึเปล่า

 

 

ท้ายที่สุด เค้าได้ให้กำลังใจผมและพวกเราทุกคนในการต่อสู้ เค้าหวังว่า วันที่เค้าออกมา จะได้พบกับสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ที่ประชาชนเป็นใหญ่ และหวังว่าสังคมจะให้อภัยเค้า ไม่แน่ เค้าอาจจะออกมาแล้วได้กลับมาเป็น รัฐมนตรีดูน้อยลง