ศาลจึงให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย แต่เพียงบทเดียว ตาม ป.อ.มาตรา 90 ลงโทษจำคุกนายสาธิตจำเลยที่ 1 และนายศุภกิจ จำเลยที่ 2 ไว้ตลอดชีวิต
ส่วนนายประสิทธิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 157 (เดิม), 265 (เดิม), 268 (เดิม), 341 (เดิม) ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (3)(6 (เดิม) )(7) ประกอบ ป.อ.มาตรา 86 กระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ.มาตรา 90 ลงโทษจำคุกนายประสิทธิ์ จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน
โดยให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533.99 บาท แก่กรมสรรพากรกระทรวงการคลัง และนับ
โทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำ ฟย.23/2560 (หมายเลขแดง ฟย.47/2561) ของศาลอาญา ริบของกลางทองคำแท่งน้ำหนัก 77 กิโลกรัม ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำตามคำขอท้ายฟ้อง และทองคำแท่งทุกรายการที่ส่งมอบแก่คณะกรรมการจัดการทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2562 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 4 พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัย จึงพิพากษายกฟ้อง
ต่อมาทนายความของนายสาธิต จำเลยที่ 1 และนายศุภกิจ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราว เพื่อสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ ศาลอาญาคดีทุจริต ฯ พิจารณาแล้วเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ส่วนนายกิติศักดิ์ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นประกัน