“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี เครือข่ายพยายามออกมาส่งเสียงถึงผู้ที่ยังสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ ว่าไม่ควรนำเอาควันบุหรี่ไฟฟ้าไปฝากคนที่รัก ซึ่งคือคนที่ตั้งหน้าตั้งตารอการกลับมาของลูกหลาน ของคนในครอบครัว และทางที่ดีควรถือโอกาสนี้ตั้งใจ ไปบอกข่าวดีกับคนที่เราจะกลับไปหาว่า สงกรานต์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการลด ละ และเลิกมันให้ได้เพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเองและทุก ๆ คน” นางฐาณิชชา กล่าว
รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บุหรี่กับบุหรี่ไฟฟ้าจะมีนิโคตินที่ทำให้เกิดการเสพติด กระตุ้นสมองส่วนที่ทำให้เกิดการเสพติด ถ้าขาดการกระตุ้นก็จะรู้สึกอยากยา ซึ่งข้อมูลในเด็กหากถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิด วิเคราะห์ การมีเหตุผล ส่วนหากได้รับการกระตุ้นซ้ำ ๆ จะทำให้สมองเกิดการจดจำและอยากใช้สารเสพติดตอนโตหรือไม่นั้น ยังเป็นคำถามและต้องมีการศึกษาต่อไป แต่ที่แน่ ๆ มีข้อมูลยืนยันชัดว่า หากเด็กเห็นภาพคนในครอบครัวสูบบุหรี่สม่ำเสมอ จะทำให้เกิดการเลียนแบบ นอกจากนี้บุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายระบบ เช่น ควันหรือไอระเหยบุหรี่ กระตุ้นการแพ้ของทางเดินหายใจ ทำลายเนื้อเยื่อปอด และสามารถเข้าสู่หลอดเลือดได้ ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ หากได้รับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้แล้ว หากสามารถหยุดรับสารอันตรายจากบุหรี่ได้ ก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ดังนั้นจึงอยากขอให้ผู้ใหญ่ในบ้าน พ่อ แม่ ซึ่งพื้นฐานมีความรักลูกอยู่แล้ว ขอให้เลิกบุหรี่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ลูกหลานมีสุขภาพที่ดีขึ้น
ด้านนายกฤชนนท์ จิตรเจริญพร แกนนำพ่อไร้ควัน โครงการครอบครัวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า เนื่องจากตอนเด็ก ๆ ตนเห็นพ่อสูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามาตลอด เลยอยากสูบตาม โดยขโมยบุหรี่พ่อมาสูบตอน ม.3 และสูบมาเรื่อย ๆ จนสูบหนักขึ้นวันละหลายมวนต่อวัน จนถึงวัยทำงาน สังเกตว่าสุขภาพเริ่มมีปัญหา เหนื่อยง่ายมาก ประกอบกับมีภรรยา มีลูก จึงอยากเลิกบุหรี่ โดยศึกษาข้อมูลวิธีการเองทางเว็บไซต์แต่ก็เลิกไม่ได้ จนได้เข้าร่วมโครงการ สสส. ทำให้ได้ข้อมูลการเลิกอย่างถูกต้อง รู้วิธีทดแทนเวลาอยากสูบ เช่น กินลูกอม ดื่มชา รวมถึงทำให้รู้วิธีคำนวณความคุ้มค่า หากไม่สูบบุหรี่จะทำให้มีเงินไปทำประโยชน์อย่างอื่นแก่ครอบครัวมากขึ้น
“จนถึงตอนนี้ ตนสามารถเลิกสูบได้อย่างเด็ดขาดมากกว่า 6 เดือนแล้ว รู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น เห็นได้จากเวลาที่พาลูก ๆ ไปห้างสรรพสินค้า ก็สามารถอุ้มลูกเดินเที่ยวได้ จากที่ก่อนหน้านี้เวลาอุ้มลูกมีน้อยเพราะเหนื่อย ต้องใช้รถเข็นตลอด ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น จากเดิมตนไม่กล้าเข้าไปใกล้หรือกอดลูก เพราะกลัวเอากลิ่นและสารจากบุหรี่ไปติดลูก ตอนนี้สามารถอยู่ใกล้ กอดหอมกันได้อย่างสบายใจ จึงอยากชวนคนที่ยังสูบอยู่ให้เลิกสูบ เพราะทำให้สุขภาพดีขึ้น ความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวดีขึ้น และมีเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น”นายกฤชนนท์ กล่าว