นายเสกสกล ยืนยันต่อกรณีการตั้งข้อสังเกตถึงเจตนารมณ์ของพรก.ฉุกเฉินที่อาจมีจุดมุ่งหมายเพื่อสกัดกั้นการชุมนุม ว่า หากไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ก็สามารถชุมนุมกันตามกฎหมายได้ และต้องไม่เกิดความรุนแรง และสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ซึ่งการชุมนุมที่ไม่ผิดกฎหมายสามารถทำได้ตามหลักรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะนี้เกิดวิกฤติโควิด-19 จึงไม่อยากให้เชื้อแพร่กระจาย ไม่อยากให้ประชาชนต้องสูญเสียจากเชื้อดังกล่าว จึงมีพรก.ฉบับนี้ขึ้นมา
ทั้งนี้ตนมองว่าการชุมนุมนั้นไม่ใช่แค่คาร์ม็อบอย่างเดียว แต่มีการรวมกลุ่มกันบนท้องถนนด้วย ไม่มีการเว้นระยะห่าง และเมื่อวานนี้นายณัฐวุฒิได้ขึ้นปราศรัยโดยที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งถือว่าทำผิดกฎหมาย ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ก็ต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนด้วย นอกจากนี้การรวมกลุ่มกันเกิน5คนขึ้นไป ก็ถือว่าฝ่าพรก.ฉุกเฉินอีกด้วย รวมถึง มีกฎหมายบังคับไว้ก่อนแล้วว่าการรวมตัวกันจะทำให้เกิดคลัสเตอร์ เช่น นักเรียนอาชีวะที่ปาระเบิดจนมือขาด ผลตรวจออกมาก็พบเชื้อโควิด รวมถึงแกนนำบางคนที่ตรวจแล้วพบเชื้อโควิดเช่นกัน ตนมั่นใจว่าหากตรวจทุกคนก็อาจจะพบคลัสเตอร์ใหม่ในกลุ่มผู้ชุมนุมก็เป็นได้
นายเสกสกล กล่าวอีกว่า เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยในการออกมาชุมนุมในสถานการณ์วิกฤตโควิดเช่นนี้ พิสูจน์ชัดจากนิด้าโพลล์ ดังนั้นแล้วสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลานี้คือการแก้ไขปัญหาโควิดให้จบโดยเร็ว โดยเฉพาะเรื่องของผลกระทบจากการแพร่เชื้อ และ การได้รับวัคซีน ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลก็กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้อยู่ แต่นายณัฐวุฒิก็ยังพยายามปลุกระดมให้คนออกมาชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง นอกจากนี้ ตนวิเคราะห์ว่า ท้ายที่สุดแล้วความต้องการของนายณัฐวุฒิ ก็คือการช่วยเหลือนายใหญ่ที่อยู่แดนไกลได้กลับมาประเทศไทย และหลุดพ้นคดี และใช้อำนาจแบบมิชอบ เหมือนดั่งเช่นในอดีตที่ผ่านมา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านายใหญ่ในที่นี้คือคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ นายเสกสกล ยืนยันว่านายใหญ่ของนายณัฐวุฒิ คือ นายทักษิณ ชินวัตร