ภาคเอกชนสุดทนขอพบนายกฯ พิษโควิดทุบเศรษฐกิจส่งออกเสียหายหนัก จี้ปลดล็อกวัคซีน เปิดเสรีนำเข้า พร้อมชงเอกชนผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ ห่วง อภ. เครื่องสะดุดทำขาดแคลน

ภาคเอกชนประเมินพิษโควิด สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 3-4 แสนล้านบาทต่อเดือน ล่าสุด(10 ส.ค.2564) ไทยอยู่อันดับ 37 ของโลกของผู้ติดเชื้อ ขณะที่สหรัฐฯ ออกประกาศให้ไทยเป็นประเทศเสี่ยงไม่ควรเดินทางมา ทางด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้จัดทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือและนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดจะได้รับการตอบรับในเร็ววัน

 

ทั้งนี้ ได้เตรียมประเด็นสำคัญในการหารือหลายเรื่อง อาทิ การเสนอให้รัฐบาลเปิดให้มีการเจรจานำเข้าวัคซีนเสรี โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานรัฐ หรือหน่วยงานนำเข้าวัคซีนตามประกาศของ ศบศ. (มี 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมโรค, องค์กาเภสัชกรรม, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สภากาชาดไทย, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์) แต่ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นผู้ออกใบสั่งซื้อและออกค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ ขอให้องค์การอาหารและยา (อย.) เร่งอนุมัติวัคซีนยี่ห้อที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองแล้ว ไม่ต้องรอให้บริษัทวัคซีนนำเอกสารมายื่นรับรอง เพื่อเพิ่มทางเลือกและเปิดโอกาสในการจัดหาวัคซีนให้มีความหลากหลายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

 

“รัฐควรเปิดอิสระให้มีการนำเข้าวัคซีนโดยภาคเอกชน หรือผู้ที่มีศักยภาพ เพื่อเปิดทางเลือกให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะมาขึ้นทะเบียนหรืออะไรก็ว่าไป พูดง่าย ๆ คือการเปิดให้นำเข้าเสรี หรือยกเลิกการจัดหาแบบจีทูจี และไม่ควรจำกัดต้องผ่าน 5-6 องค์กรในปัจจุบัน ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าหากยกเลิกจีทูจีเขาจะไม่ยอมคุยหรือขายให้เอกชนที่จะเป็นผู้เจรจา เพราะเอกชนที่มีคอนเน็กชั่นยังมีช่องทางคุยกับเทรดเดอร์ หรือตัวแทนจัดจำหน่ายจากบริษัทผู้ผลิตได้ และในการนำเข้ามาก็มาขึ้นทะเบียนผู้นำเข้าโดยง่ายจาก อย. เช่นสภาอุตฯ หรือหอการค้าไทยก็สามารถทำได้ เป็นต้น”

 

ทั้งนี้ หากไม่มีการเปิดให้มีการนำเข้าแบบอิสระ มองว่าการจัดหาวัคซีนเพื่อฉีดให้ประชาชนตามเป้าหมาย 100 ล้านโดสในปีนี้คงไม่ทัน เพราะเวลานี้การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลมีไม่เพียงพอ ฉีดได้เพียงวันละประมาณ 3 แสนโดสเท่านั้น จากต้องฉีดให้ได้ 5-6 แสนโดสต่อวันถึงจะทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลให้การเปิดประเทศและฟื้นเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นไปได้ยาก

 

นอกจากนี้ เสนอให้จะเสนอให้รัฐบาลอนุมัติให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (ยาต้านเชื้อไวรัส) ได้ โดย อย.เข้ามาดูแล จากปัจจุบัน อย.ขึ้นทะเบียนให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.) เป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียว ห่วงว่าหากมีอุบัติเหตุหรือสายการผลิตสะดุด จะทำให้ยานี้ขาดแคลนต้องนำเข้ามาเพิ่ม ดังนั้นควรให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพช่วยผลิต โดยจำหน่ายให้กับโรงพยาบาลไม่มีการขายเชิงพาณิชย์ทั่วไป หรือหากสามารถให้ซื้อขายในร้านขายยาได้ก็ให้เภสัชกรจ่ายยาตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น

ทางด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า มาตรการด้านสาธารณสุขรัฐบาลควรเร่งดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ 1. การจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้เพียงพอและเร่งระดมฉีดโดยเร็ว และ 2.การบริหารจัดการเรื่องชุดตรวจคัดกรองโควิดเชิงรุก (Antigen Test Kit : ATK) ที่ปัจจุบันราคาขายปลีกทั่วไปที่มีเภสัชกรดูแลจำหน่ายอยู่ที่ 300-380 บาทต่อชุด ขึ้นกับยี่ห้อและแหล่งนำเข้า ขณะที่การตรวจแบบ ATK ในโรงงานมีค่าใช้จ่ายรวมค่าแพทย์หรือพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชนเฉลี่ยที่ 800-1,390 บาทต่อคน (เฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑล หากอยู่นอกเขตให้บริการคิดเพิ่มอีกกิโลเมตรละ 30 บาท)

 

เอกชนจี้นายกฯ วอนปลดล็อกนำเข้า “เสรีวัคซีน”

ดังนั้น อยากขอให้รัฐบาลได้ศึกษากรณีในยุโรป เช่น ที่เยอรมัน ราคาขายปลีก ATK เฉลี่ยที่ 1 ยูโรหรือประมาณ 35 บาทเท่านั้น ซึ่งอาจมาจากเหตุผลมีการผลิตจำนวนมากต้นทุนต่อหน่วยต่ำ หรือเขายอมขายเอากำไรน้อย หรือรัฐบาลคุมราคา หรือเป็นเพราะหน่วยงานรัฐหรือสาธารณสุขไปอุดหนุนชดเชยให้กับผู้ผลิต-ผู้นำเข้าเพื่อทำให้ราคาถูกหรืออย่างไร ซึ่งรัฐบาลไทยอาจใช้วิธีเดียวกันเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึง ATK ในราคาต่ำไม่เกินชุดละ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระและสามารถตรวจได้บ่อยครั้ง

 

ขณะที่ทาง หอการค้าไทย รายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจต่างชาติในไทยไตรมาสที่ 2/2564 จาก หอการค้า 40 ประเทศในไทย ในส่วนความเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับปีก่อน 72.90% ระบุว่าแย่ลง กำลังซื้อในประเทศไทย 71.40% ตอบว่าแย่ลง การลงทุนจากต่างประเทศ 61.50% ตอบว่าแย่ลง นโยบายเศรษฐกิจไทย 55.70 % แย่ลง และสถานการณ์ท่องเที่ยวในไทย 80% ตอบว่าแย่ลง

 

ขณะที่ ประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พบว่า เรื่องด่วนสุดคือการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดและวัคซีนไม่เพียงพอมาเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 42.68% ตามด้วยการะบาดของโควิดระลอก 3 รุนแรง กระจายทั่วประเทศและยังควบคุมในวงจำกัดไม่ได้ คิดเป็น 13.41%