"กมธ..แก้รัฐธรรมนูญ" เห็นชอบส.ส.เขต 400 บัญชีรายชื่อ 100 ด้าน "ก้าวไกล" โวยโดน "ไพบูลย์" ปิดปาก ติงเพื่อไทยเสนอให้ กกต. กำหนดหลักเกณฑ์เลือกตั้ง ย้ำควรเป็นอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ

10 สิงหาคม 2564 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 ว่าด้วยจำนวน ส.ส. และมาตรา 91 ว่าด้วยวิธีการคำนวณส.ส. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แก้ไขจำนวน ส.ส. โดยให้มีส.ส.แบ่งเขต จำนวน 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมติในเรื่องนี้ พรรคก้าวไกลเสนอว่าควรจะมี ส.ส.แบ่งเขต จำนวน 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คน เพราะควรจะมีสัดส่วนไม่ห่างกันแบบ 400 ต่อ 100 คน ซึ่งทางฝั่งของเยอรมัน ก็ใช้แบบครึ่งต่อครึ่ง แต่ระหว่างที่ตนอธิบายเรื่องนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ. กลับขัดจังหวะอยู่ตลอด 

 

“ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพี ของเยอรมัน สะท้องนภาพประชชนได้ดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดจำนวนส.ส.เขต 400 และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 แต่สุดเป็นที่น่าเสียดาย ที่ประชุมลงมติตามร่างรัฐธรรมนูญที่รับหลักการมาแล้ว” นายธีรัจชัย กล่าว 
 

นอกจากนี้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และ กมธ. ยังได้เสนอแปรญัตติให้มีการแก้มาตรา 85 ว่าด้วยให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน ถือว่าผิดหลักการ เพราะเป็นการแปรญัตติเพิ่มมาตราที่เสนอโดย กมธ. ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา สุดท้ายแล้วที่ประชุมก็โหวตเช่นกัน โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 16 ต่อ 15 เสียง  

 

นายธีรัจชัย กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แปรญัตติไปถึงบทเฉพาะกาล โดยให้มีการยกร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ หากไม่แล้วเสร็จให้อำนาจ กกต. ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเลือกตั้งได้เลยนั้น เห็นว่าเป็นข้อความที่หมิ่นเหม่ เหตุใดจึงไม่ให้เป็นหน้าที่ขององค์กรนิติบัญญัติ แต่กลับมอบอำนาจให้ กกต. ซึ่งได้คัดค้านไม่ควรมอบอำนาจให้ฝ่ายอื่น ที่ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ก็ไม่สามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่ กลับมีความเร่งรีบร้อนรน
 

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ กมธ. กล่าวว่า ประธาน กมธ. พูดอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูด ดังนั้น ในฐานะที่เป็นประธานควรมีวุฒิภาวะทางการเมืองมากกว่านี้ และเห็นว่าการพิจารณาของ กมธ. ในขณะนี้ อาจนำไปสู่การฝ่าฝืนหลักการ ข้อบังคับรัฐสภา และรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอันตราย และเป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่สูญเปล่า เพราะมีความต้องการที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีหน้าตาเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญตกไปแล้ว

 

ส่วนการแปรญัตติเพิ่มบทเฉพาะกาลของนายประเสริฐ นั้น ขอโต้แย้ง 3 ประการ

 

1. ถ้าดูประวัติความเป็นมาของ กกต. ยังกล้าให้ออกกฎเกณฑ์กติกาการเลือกตั้งอีกหรือ เพราะที่ผ่านมาเห็นความล้มเหลวและเกิดคำถาม ว่าจะให้ กกต. ออกหลักเกณฑ์การเลือกตั้งอีกหรือไม่

 

2. กกต. คือ ผู้ใช้กฎหมาย แต่รัฐสภารับอำนาจจากประชาชนและรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตรากฎเกณฑ์ คำถามคือ บทบาทระหว่าง กกต. และรัฐสภาตอนนี้กำลังมีความสับสนใช่หรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

 

3. กำลังให้ กกต. ชุดนี้ ไปออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ประชาชนกำลังตั้งเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คำถาม คือ กกต.จะเอาความชอบธรรมอะไรในการทำกฎเกณฑ์เหล่านี้ อย่ายกอำนาจที่เป็นของประชาชนไปให้ กกต. ไม่กี่คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และนี่ไม่ใช่การแก้วิกฤต แต่จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤต ทำให้ยุ่งยากมากขึ้นเรื่อยๆ