แกนนำ “คาร์ม็อบ” ประกาศลั่นม็อบนี้จุดติดแล้ว เตรียมถอดบทเรียนการเคลื่อนไหวไล่ “ประยุทธ์” ให้สำเร็จ ขณะนักวิชาการวิเคราะห์กันไว้หลายทาง ... ???

กลิ่นควันรถยังคงไม่จางหาย หลังกิจกรรมชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ที่ร้อนแรงในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับกิจกรรม#CarMob มุ่งไปตามถนนสายหลักเพื่อบีบแตรขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังมองว่าบริหารงานผิดพลาดในสถานการณ์โควิด-19

 

กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นพ่องานนัดหมายกลุ่มต่าง ๆ ร่วมกิจกรรมทั้งในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดทั่วประเทศ เช่น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ,กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และกลุ่มไทยไม่ทน  ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือมุ่งสู่ถนนวิภาวดีรังสิตแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ให้ออกไป 

 

คาร์ม็อบไล่บิ๊กตู่

ภาพสถานการณ์โดยรวมเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเครื่องยนต์ ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ เสียงแตร และเสียงปราศรัยของแกนนำ เรียกได้ว่าใส่เต็มแรงม้า และสามารถจุดมวลชนจำนวนมากให้ออกมาร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้ได้ 

 

ออกตัวแรงแล้วมองว่าจะสามารถไปไกลได้แค่ไหน ? 

 

คาร์ม็อบไล่บิ๊กตู่

บก.ลายจุด ได้พูดถึงกิจกรรมคาร์ม็อบในวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า พึงพอใจในระดับหนึ่งเนื่องจากตนได้ออกแบบมาแล้วว่าการชุมนุมในรูปแบบนี้ลดความเสี่ยงการแพร่กระจายการติดเชื้อโควิด แต่อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาเกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารโดยใช้  Club House ในการสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งมวลชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในแอปพลิเคชั่นดังกล่าว จึงทำให้เกิดความผิดพลาด ส่งผลให้การจัดเตรียมขบวนนานกว่า 3 ชั่วโมง จนเกิดปัญหาคอขวดบริเวณดินแดง โดยตนจะถอดบทเรียนกับปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในการชุมนุมครั้งต่อไป  พร้อมยืนยันว่าจะจัดกิจกรรมดังกล่าวอีกแน่นอน ส่วนจะเป็นรูปแบบคาร์ม็อบหรือไม่ คงต้องประเมินอีกที แต่อย่างไรก็ตามตนได้เตรียมรูปแบบอื่นๆ ไว้อีกด้วย เป็นการแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้กับข้อเรียกร้องยังไม่สามารถสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว 

 

 

แต่แน่นอนการเรียกร้องยังคงดำเนินต่อไปและพร้อมที่จะนำข้อผิดพลาดในการทำกิจกรรมเพื่อบรรลุกิจกรรมอีกครั้ง 

คาร์ม็อบไล่บิ๊กตู่

 

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตา คือการที่นายณัฐวุฒิ เลขาธิการ นปช. ส่งสัญญาณให้คนเสื้อแดงออกมาสู้อีกครั้งจะเป็นการเพิ่มแรงสนับสนุนให้ม็อบมีแรงขับเคลื่อนที่มากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ยังมองว่าการที่นายณัฐวุฒิออกมาในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่จะนำ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง ? 

คาร์ม็อบไล่บิ๊กตู่

 

นางธิดา ถาวรเศรษฐ หนึ่งในแกนนำ นปช. ระบุว่าการที่นายณัฐวุฒิออกมาเป็นการเพิ่มดีกรีเพิ่มกำลังใจกับคนที่เคยต่อสู้มาก่อน ส่วนกรณีเกี่ยวกับนายทักษิณนั้น เป็นการเข้าใจผิด และจากการที่ได้พูดคุยกับนายณัฐวุฒิ ไม่พบว่ามีการติดต่อกับพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณแต่อย่างใด 

 

 

 "ยืนยันแทน คุณณัฐวุฒิ ว่าการที่ออกมาเข้าร่วมคาร์ม็อบครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดทางให้คุณทักษิณหรือเพื่อนำคุณทักษิณกลับมาแน่นอน" 

 

 

และสำหรับการกิจกรรมคาร์ม็อบในครั้งนี้ตนมองว่าเป็นการจุดติด โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางที่เข้าร่วมจำนวนมาก แม้มวลชนเสื้อแดงเก่าแก่อาจไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เต็มที่เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนและกำลังประสบกับปัญหาโควิดจนไม่สามารถออกมาร่วมกิจกรรมได้มากนัก แต่มวลชนคนเสื้อแดงก็พร้อมออกมาเคลื่อนไหวในการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์และเรียกร้องประชาธิปไตยในทุกกิจกรรมอยู่แล้ว และตนก็สนับสนุนการทำกิจกรรมคาร์ม๊อบด้วยเช่นกัน แม้ว่าคงไม่ได้ออกไปเป็นแกนนำ 

คาร์ม็อบไล่บิ๊กตู่

 

อย่างไรก็ตามแม้ไม่สามารถตอบได้ว่าการเรียกร้องในครั้งนี้จะใช้ระยะเวลานานเท่าใด แต่ปัจจัยหลักนั้นขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาของรัฐบาลและวิกฤติศรัทธาของประชาชนคือตัวชี้ขาดจะสามารถบริหารงานอยู่ต่อได้หรือไม่ 

 

รศ.ดร.ยุทธพร อิสระชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นว่า การเคลื่อนไหวของม็อบในครั้งนี้ยังเป็นการเคลื่อนไหวที่มีขั้วทางการเมือง โดยเฉพาะแกนนำทั้งนายณัฐวุฒิ นายสมบัติ หรือกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จึงทำให้คนบางส่วนที่อาจไม่ได้สนับม็อบและไม่ได้สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ตัดสินใจไปเข้าร่วม ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่ม็อบจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะเวลาอันสั้น แต่ทั้งนี้การออกมาเคลื่อนไหวที่มากขึ้นก็ถือว่ากระทบต่อความชอบธรรมของรัฐบาลในระยะยาว  ซึ่งอย่างไรก็ตามก็มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้นั้นคือการที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเกิดปัญหาเศรษฐกิจถึงขั้นวิกฤติ จนทำให้คนที่ไม่มีอุดมการณ์ฝ่ายไหนออกมาเข้าร่วมเพื่อขับไล่รัฐบาลในที่สุด 

 

 

เช่นเดียวกับความเห็นจากนักวิชาการด้านกฎหมาย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ที่ให้ความเห็นว่า การทำกิจกรรมคาร์ม็อบว่า "ไม่มีทาง" ที่จะกดดันจนทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกอย่างแน่นอน และสถานการณ์ของรัฐบาลยังไม่ถือว่าสุกงอมจนทำให้ล้มได้ในตอนนี้ 

 

 

ทั้งนี้แม้ม็อบจะเลือกใช้วิธีการชุมนุมที่เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังเกิดโรคระบาดแต่มองว่าจะทำได้อย่างมากเพียงก่อกวนสร้างความรำคาญใจให้กับรัฐบาลบาลเท่านั้น เช่นเดียวกับการชุมนุมกดดันรัฐบาลของกลุ่มต่างๆก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลก็ยังยืนยันว่าในสภาวการณ์โควิดไม่มีรัฐบาลไหนในโลกไม่โดนด่า "ต่อให้ด่ามากกว่านี้ก็ไม่ไปไหน"  และโดยสถานการณ์โรคระบาดขณะนี้ม็อบก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก และหากม๊อบเกิดทำให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่จะทำให้กระแสสังคมจะตีกลับใส่กลุ่มม็อบทันที แต่หากมีความรุนแรงที่เกิดจากฝั่งรัฐอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง 

 

 

ทั้งนี้ร.ศ.ดร.เจษฎ์ ได้ระบุถึงปัจจัยที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งได้ คือ 1.อยู่จนครบวาระ 2.มีคนไปร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีแล้ว โดยนับจากปี 2557 และ 3.การยุบสภาซึ่งมองว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเลือกยุบสภาในสถานการณ์ที่ตนเองได้เปรียบโดยอาจจะเลือกยุบสภาใกล้ๆกับการจะหมดสมัยของสภา 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเห็นว่าคาร์ม็อบทำได้เพียงสร้างความรำคาญใจให้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่คาร์ม็อบก็ไม่ใช่การสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วดับเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยการทำกิจกรรมถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนหันมาสนใจเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนคิดว่าเมื่อวันหนึ่งหากสถานการณ์เหมาะสมจะสามารถออกมาไล่รัฐบาลออกไปให้ได้ และบรรดาแกนนำรวมถึงมวลคนยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าเคลื่อนไหวกันต่อ การสตาร์ทเครื่องจะพุ่งไปได้ไกลกี่แรงม้าจะต้องมาติดตามต่อไป

คาร์ม็อบไล่บิ๊กตู่