ส่วนการสำรวจหัวข้อที่ 2 คือ "กู้วิกฤตศรัทธาได้ ถ้าปฏิรูประบบราชการ" พบประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนมองว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายการเมืองและระบบราชการในพื้นที่สีแดงเข้ม 3 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1 ร้อยละ 93.2 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อันดับ 2 ร้อยละ 90.4 มองว่าฝ่ายการเมืองมุ่งถอนทุนคืน ไม่ยอมทำงานช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤติ และอันดับ 3 ร้อยละ 89.1 ฝ่ายปกครองและสาธารณสุขระดับพื้นที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอในการควบคุมโรคและช่วยเหลือประชาชน
ประเด็นที่ประชาชนมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมและปากท้องของคนในพื้นที่สีแดงเข้ม ก็คือ ร้อยละ 93.3 บอกว่าไม่มีการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อความเป็นความตายของประชาชน เช่น ชุดตรวจโควิด ชุดยาสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน รวมทั้งราคาอาหาร, การปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากถูกทอดทิ้ง ไม่มีระบบการช่วยเหลือที่ดีเพียงพอ จึงเกิดวิกฤติความเป็นความตายของประชาชนจำนวนมาก ขณะที่ ร้อยละ 89.7 ระบุว่า เข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐและหน่วยงานราชการได้ยากมาก หนำซ้ำเมื่อเข้าถึงได้ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ
เมื่อถามถึงข้อเสนอของการปฏิรูปการบริหารจัดการแบบเฉพาะหน้าของระบบราชการ ปรากฏว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 94.1 เรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการต้องลงพื้นที่เข้าถึงความเดือดร้อนของประชาชน แก้ปัญหาให้เห็นผลทันที ลดความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้ ร้อยละ 92.7 เรียกร้องให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐทำงานใกล้ชิดเข้าถึงประชาชน แก้ปัญหาด้วยความรวดเร็วฉับไว มากกว่ากินเงินภาษีของประชาชนไปวันๆ ร้อยละ 91.5 เรียกร้องให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ออกจากราชการหรือออกจากตำแหน่งหากไม่สามารถช่วยประชาชนได้ และร้อยละ 88.9 ระบุว่าต้องการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ใหม่โดยเร็ว ขณะที่ร้อยละ 83.3 ยังมีความหวังต่อรัฐบาลที่จะปฏิรูปราชการไม่ให้เป็นรัฐราชการที่เชื่องช้าและคอร์รัปชัน
ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.7 เห็นด้วยกับมาตรการการกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation และการกักตัวที่ชุมชน หรือ Community Isolation แต่ที่น่าสนใจคือ ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.3 บอกว่าไม่มีความพร้อมสำหรับมาตรการกักตัวที่บ้าน และการกักตัวที่ชุมชน เพราะขาดความช่วยเหลือเตรียมการต่างๆ จากหน่วยงานรัฐและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง