โพลล์ ชี้ โควิดทำคนไทยสิ้นหวังระบบราชการ เหตุช่วยเหลือประชาชนไม่ได้จริงยามวิกฤติ หนำซ้ำยังมีปัญหาเพียบ ทั้งทำงานช้า คอร์รัปชั่น ไร้แผน ไม่ทำงานเชิงรุก แถมยังผักชีโรยหน้าหลอกตาผู้บังคับบัญชา แต่ละเลยความเดือดร้อนประชาชนตาดำๆ พร้อมขึ้นบัญชี "สาธารณสุข-พาณิชย์-มหาดไทย-กทม.-ศึกษาฯ" ต้องปฏิรูปด่วน ผิดหวังผู้ว่าฯเมืองหลวงไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หนุนทำ Home Isolation แต่ไม่มีความพร้อมเพราะไม่มีหน่วยงานรัฐช่วย

สำนักวิจัย "ซูเปอร์โพล" เผยแพร่ผลสำรวจ 2 ชิ้นต่อเนื่องกัน เกี่ยวกับบทบาทของ "ระบบราชการ" ท่ามกลางภาวะวิกฤติโรคระบาด โดยศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 24-31 กรกฎาคม จำนวนหัวข้อละ 1,142 ตัวอย่าง

 

หัวข้อแรก คือ "วิกฤติศรัทธาต่อระบบราชการ ยามวิกฤติโควิดและปากท้อง" ผลสำรวจพบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 96.5 ระบุว่ากลไกรัฐ ระบบราชการมีปัญหา ช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ในยามวิกฤติ ขณะที่ร้อยละ 92.5 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในระบบราชการไม่ตอบโจทย์ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนของประชาชน ทำให้ประชาชนขาดที่พึ่ง และหมดความน่าเชื่อถือในระบบราชการ

โควิดทำคนสิ้นหวังระบบราชการ "สธ.-กทม." แชมป์โดนยี้

เมื่อสอบถามถึงความเห็นต่อการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ พบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 42-67 ระบุว่า ทำงานล่าช้า ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่มีแผนที่ดีในการรับมือวิกฤติ ไม่มีการทำงานเชิงรุก เข้าไม่ถึงประชาชน ทำงานแบบผักชีโรยหน้า หลอกตาผู้บังคับบัญชาและประชาชน ปล่อยปละละเลยความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน ยึดระเบียบกฎเกณฑ์มากเกินไป 

สำหรับหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ และกระทรวงต่างๆ ที่ต้องเร่งปรับปรุงตัวเองอย่างเร่งด่วนในความเห็นของประชาชน อันดับ 1 คือ กระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 83 อันดับ 2  กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 64.9 อันดับ 3 กระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 53.9 อันดับ 4 กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 53.2 และอันดับ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 40.1 

 

โควิดทำคนสิ้นหวังระบบราชการ "สธ.-กทม." แชมป์โดนยี้

ส่วนการสำรวจหัวข้อที่ 2 คือ "กู้วิกฤตศรัทธาได้ ถ้าปฏิรูประบบราชการ" พบประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนมองว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายการเมืองและระบบราชการในพื้นที่สีแดงเข้ม 3 อันดับแรก ได้แก่  

 

อันดับ 1 ร้อยละ 93.2 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อันดับ 2 ร้อยละ 90.4 มองว่าฝ่ายการเมืองมุ่งถอนทุนคืน ไม่ยอมทำงานช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤติ และอันดับ 3  ร้อยละ 89.1 ฝ่ายปกครองและสาธารณสุขระดับพื้นที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอในการควบคุมโรคและช่วยเหลือประชาชน

 

ประเด็นที่ประชาชนมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมและปากท้องของคนในพื้นที่สีแดงเข้ม ก็คือ ร้อยละ 93.3 บอกว่าไม่มีการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อความเป็นความตายของประชาชน เช่น ชุดตรวจโควิด ชุดยาสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน รวมทั้งราคาอาหาร, การปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากถูกทอดทิ้ง ไม่มีระบบการช่วยเหลือที่ดีเพียงพอ จึงเกิดวิกฤติความเป็นความตายของประชาชนจำนวนมาก ขณะที่ ร้อยละ 89.7 ระบุว่า เข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐและหน่วยงานราชการได้ยากมาก หนำซ้ำเมื่อเข้าถึงได้ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ

 

เมื่อถามถึงข้อเสนอของการปฏิรูปการบริหารจัดการแบบเฉพาะหน้าของระบบราชการ ปรากฏว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 94.1 เรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการต้องลงพื้นที่เข้าถึงความเดือดร้อนของประชาชน แก้ปัญหาให้เห็นผลทันที ลดความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้ ร้อยละ 92.7 เรียกร้องให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐทำงานใกล้ชิดเข้าถึงประชาชน แก้ปัญหาด้วยความรวดเร็วฉับไว มากกว่ากินเงินภาษีของประชาชนไปวันๆ ร้อยละ 91.5 เรียกร้องให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ออกจากราชการหรือออกจากตำแหน่งหากไม่สามารถช่วยประชาชนได้ และร้อยละ 88.9 ระบุว่าต้องการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ใหม่โดยเร็ว ขณะที่ร้อยละ 83.3 ยังมีความหวังต่อรัฐบาลที่จะปฏิรูปราชการไม่ให้เป็นรัฐราชการที่เชื่องช้าและคอร์รัปชัน 

 

ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.7 เห็นด้วยกับมาตรการการกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation และการกักตัวที่ชุมชน หรือ Community Isolation  แต่ที่น่าสนใจคือ ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.3 บอกว่าไม่มีความพร้อมสำหรับมาตรการกักตัวที่บ้าน และการกักตัวที่ชุมชน เพราะขาดความช่วยเหลือเตรียมการต่างๆ จากหน่วยงานรัฐและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง