นายพูลศักดิ์ กล่าวว่า เดิมผู้เช่าทุกรายดังกล่าว ไม่มีพื้นที่ทำการค้าขาย และต้องการขยายเขตเศรษฐกิจของ จ.อุตรดิตถ์ให้เติบโตขึ้น จึงทำสัญญาเช่าที่ดินว่างเปล่าของ รฟท.ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมาบริเวณถนนสำราญรื่น ถนนสุขเกษม เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ โดยที่ทางผู้เช่าทำการออกเงินค่าวัสดุและก่อสร้างอาคารบนพื้นที่ของ รฟท.เอง หลังสร้างเสร็จทำสัญญาเช่าอาคารที่ผู้เช่าก่อสร้างให้กับทาง รฟท.เมื่อครบกำหนด 10 ปี ผู้เช่าต้องโอนอาคารให้เป็นกรรมสิทธิ์ให้กับ รฟท. โดยที่ค่าเช่าตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา นั้นมีการสัญญาเช่ากันมาตลอด ขณะเดียวกันค่าเช่าก็แพงขึ้นในอัตราก้าวหน้าเช่นเดียวกันจนปัจจุบัน รฟท.คิดค่าเช่าสูงถึงห้องละ 3,200-4,022 บาท ทำให้บางรายเดือดร้อนแทบจะอยู่กันไม่ได้ ในสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันนี้ ซึ่งต่างจากการเช่าที่ดินราชพัสดุเพียงเดือน ละ 800-900 บาทเท่านั้น
“ก่อนหน้านี้ทางผู้เช่าทั้งหมด ได้ทำหนังสือไปยัง รฟท.เพื่อขออุทธรณ์การส่งมอบอาคารให้กับรฟท.ในรายที่ รฟท.ไม่ต่อสัญญาเช่าให้ และขอให้ รฟท.คิดค่าเช่าในอัตราเหมือนเดิมคือตั้งแต่หลังปี 2553 ที่คิดในอัตราค่าเช่าเดือนละ 937 บาท แต่ทาง รฟท.กลับไม่มีการตอบรับหรือรับรู้เรื่องของผู้เช่า จ.อุตรดิตถ์แต่อย่างใด ซึ่งทางผู้เช่าเองมีความเดือดร้อนใจอย่างมาก เพราะเกรงว่าผู้เช่าทั้งหมดจะถูกบอกเลิกสัญญา ถูกขับไล่ออกจากที่ดินของ รฟท.จนไม่มีที่ค้าขายอีกต่อไปในอนาคต จึงต้องมาร้องของให้ ส.ว.ช่วยเหลือซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้เช่าทั้ง 142 รายแล้ว” นายพูลศักดิ์ กล่าว