ด้านนางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ขณะนี้อยุ่ในขั้นวิกฤตมากว่า 6 เดือนแล้ว ในทุกวันนี้เหลือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ไม่มากประมาณร้อยละ 30 โดยผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ได้มีการดูแลพนักงานและช่วยคัดกรองทั้งการเข้าพัก เพื่อช่วยเหลือในการเฝ้าระวังการนำเข้าไวรัสโควิด-19 มาจากพื้นที่อื่น โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสถานการณ์การระบาด เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องอยู่และต่อสู้กับเชื้อโรคนี้ สิ่งที่จะนำมาสู้คือการปฏิบัติตามมาตรการแบบNew Normalเพื่อที่จะต้องเอาชนะสถานการณ์นี้ให้ได้
สำหรับการฉีดวัคซีนเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักเดินทางทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ การเตรียมความพร้อมที่จะเปิดการท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวเป็นรายสัปดาห์ สำหรับผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอยู่เหลือไม่ถึง 30,000 ห้อง ต่างมีความพร้อมที่จะเปิดการท่องเที่ยว ถ้าหากในอนาคตเกิดความต้องห้องพักในการท่องเที่ยวจำนวนมาก ผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ มีความพร้อมที่จะเปิดประตูห้องพักเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในขณะนี้ต้องมีการเดินเครื่องในเรื่องการเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของบุคลากร สถานที่ และที่สำคัญรัฐบาลมีการประกาศเปิดการท่องเที่ยวแบบแซนด์บ็อก ทุกสิ่งทุกอย่างเดินไปพร้อมกัน
นางละเอียดกล่าวต่อว่า ทุกอย่างต้องทำไปพร้อมกันทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่จะต้องมีการปูพรมฉีดวัคซีน เพื่อให้นักเดินทางหรือนักท่องเที่ยวในประเทศมีความมั่นใจในการเดินทางมาท่องเที่ยว ถ้าหากเป็นการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ต้องมีการอาศัยเทคโนโลยีในการทำการตลาด และสื่อสารว่าในภาคธุรกิจทั้งโรงแรมและท่องเที่ยว ทุกคนได้รับวัคซีนหมดแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในชาวต่างชาติ โดยทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำไปพร้อมกัน เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมก่อนเปิดการท่องเที่ยวในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 นี้