"สุพัฒนพงษ์" ชี้ เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ใช้ ฟื้นฟูสถานการณ์โควิด รองรับความไม่แน่นอนการแพร่ระบาด ด้าน"อาคม" อ้างระลอก 2-3 ทำให้งบไม่เพียงพอ แจง มีความเหมาะสม ยันทยอยเบิก ไม่เกินกรอบวงเงินหนี้สาธารณะ

วันนี้(25 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวชี้แจงการออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด - 19 เพิ่มเติม จำนวน 5 แสนล้านบาท ว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ดูแลประชาชน ผู้ประกอบการ แรงงาน และสร้างงานให้กับภาคประชาชนในระดับท้องถิ่น รวมถึงจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูสถานการณ์โควิด ซึ่งจะควบคู่ไปกับโครงการซอฟต์โลน พักชำระหนี้ ให้กับผู้ประกอบการ วงเงิน 3 แสน 5 หมื่นล้านบาทที่ออกไปก่อนหน้านี้ และการออก พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้เพื่อจะรองรับความไม่แน่นอน ของการระบาดในอนาคต การระบาดที่อาจจะยาวขึ้นไปอีก โดยจากประสบการณ์ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา จะเห็นว่าประมาทไม่ได้ เราเคยคิดว่าควบคุมได้ แต่ก็มีระลอกใหม่มาขึ้นเลยๆ จึงต้องขอความร่วมมือประชาชนให้ปฎิบัติตามมาตรการสาธารณสุขที่รัฐบาลกำหนดเพื่อให้การระบาดลดลง สถานการณ์รุนแรง แต่ยืนยันยังสามารถควบคุมได้ ไม่จำเป็นต้องมีการล็อคดาวน์ ให้จังหวัดที่มีสีเขีขวสามารถดำเนินเศรษฐกิจต่อไปได้

เมื่อถามว่า หากเดือนกรกฎาคม สัญญาณตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ลดลง จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนช่วยกันคนละไม้คนละมือ รัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้ และรัฐบาลได้ทำงานเชิงรุกอย่างเต็มที่และรอบคอบ ยึดเสถียรภาพของประเทศเป็นที่ตั้ง

ด้านนายอาคม เติมวิทยาไพศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม 2564 หรือเรียกเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน โควิด-19 ฉบับที่2 การใช้เงินใน 3 แผนงานที่ได้ประกาศในบัญชีแนบท้ายของราชกิจจานุเบกษา จะเป็นการเสริมในแผนงานตามพระราชกำหนดฉบับที่หนึ่ง จะเน้นย้ำในบางเรื่องโดยเฉพาะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเป็นห่วง เรื่องเอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี ส่วนผู้ประกอบอาชีพ ธุรกิจ รายเล็ก ได้รับความช่วยเหลือในปีที่แล้วตามโครงการต่างๆของกระทรวงการคลังของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ม. 33 เรารักกัน ซึ่งจากการแพร่กระจายของโควิด-19 ที่มีความรุนแรงขึ้น ทางรัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมหรือเสริมเข้าไปกับพระราชกำหนดฉบับที่หนึ่ง เพื่อเตรียมการรองรับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่

แหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหานั้นมีอย่างจำกัดและไม่เพียงพอ เนื่องจากเกิดการระบาดระลอกสองและสาม ทำให้ไม่สามารถจัดการได้ ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของสาธารณะและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะและเป็นสถานการณ์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงได้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของ โควิด-19 เพิ่มเติมพ.ศ. 2564 กรอบวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติของประเทศได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2563

นายอาคม กล่าวว่า ทั้งนี้กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นกรอบวงเงินที่เหมาะสมที่จะดำเนินการมาตรการทางด้านการคลัง เพื่อดูแลด้านการแพทย์สาธารณสุข ช่วยเหลือเยียวยาตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 ละลอกใหม่ ได้อย่างต่อเนื่องจากพระราชกำหนดกู้เงินฉบับที่หนึ่ง โดยคาดว่าการดำเนินงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564- 2565 สามารถขยายตัวได้มากขึ้นประมาณร้อยละ 1.5

นายอาคม กล่าวว่า ในการกู้เงินครั้ง กระทรวงการคลังโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ได้ดำเนินการกู้เงินอย่างระมัดระวังซึ่งดูทั้งเรื่องตลาดเงิน ตลาดตราสารหนี้ รวมถึงการออกตราสารหนี้ในแต่ละช่วงเวลาให้มีความเหมาะสมให้ได้ประโยชน์กับประเทศให้มากที่สุด ทั้งนี้อาจมีคำถามว่าเมื่อเราออกพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ จะมีผลทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้จากการประมาณการ เราไม่ได้เบิกเงินจากการกู้เงินครั้งเดียวทั้งหมด ซึ่งจะมีการทยอยเบิกตามความต้องการ ถ้าหากเต็มวงเงินนี้จะทำให้ประมาณเดือนกันยายน สิ้นสุดปีงบประมาณ 2564 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะเป็น 58.56% ซึ่งอยู่ในกรอบหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 60% อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจเติบโตและจีดีพีของเราเพิ่มเติมได้สัดส่วนนี้จะดีขึ้น ดังนั้นภารกิจอีกด้านหนึ่งของรัฐบาลในการทำให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาเดินต่อได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด