เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลมาตลอด สำหรับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย เพราะเกรงว่าหากเข้ามาระบาดในไทย อาจส่งผลกระทบต่อวัคซีนที่มีอยู่ กระทั่งความกังวลเป็นจริง เมื่อมีคนงาน 15 คน ภายในแคมป์ย่านหลักสี่ ตรวจพบว่าติดเชื้อสายพันธุ์อินเดีย
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงสายพันธุ์อินเดียว่า หากมีการติดเชื้อ จะทำให้การตรวจจับไม่แม่นยำ เพราะ 1.เชื้อชอบลงลึกในปอด แยงจมูกไม่เจอ 2.กระบวนการตรวจพีซีอาร์ อาจจับได้ไม่หมด เพราะรหัสพันธุกรรมเพี้ยน ดังนั้นถ้าแพร่ไป อาจมีปัญหากับวัคซีนส่วนการคัดกรองที่เร็วที่สุด คือ การตรวจเลือดว่าติดเชื้อหริอไม่ เช่น ตรวจด้วยอีไลซ่า รพ.มากมายมี และทำง่ายกว่าการแยงจมูก พีซีอาร์ ถ้าตรวจเลือดเป็นบวก โดยยังไม่ได้ฉีดวัคซีน แยกตัวทันทีจากคนอื่นและกักตัว 14 วัน
ก่อนหน้านี้ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยระบุถึงสายพันธุ์นี้เช่นกันว่า สายพันธุ์อินเดีย ไม่เหมือนสายพันธุ์อังกฤษ มีการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนบนหนามแหลมที่ตำแหน่ง 501 เป็น Tyrosine จากสายพันธุ์เดิมคือ Asparagine (E) แต่สายพันธุ์อินเดียยังเป็นชนิด Asparagine อยู่โดยสายพันธุ์อินเดียมี จุดที่น่าสนใจตำแหน่งการตัดแบ่งส่วน Spike โปรตีนให้เป็น S1 และ S2 ด้วยเอนไซม์ Furin ของมนุษย์ การเปลี่ยนกรดอะมิโนเป็น Basic โดยเฉพาะ Arginine (R) ทำให้หลุดเข้าเซลล์มนุษย์ได้ง่ายขึ้น จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้นเช่นกัน และอาจหลบหนีภูมิต้านทานจากวัคซีนเก่ง คล้ายสายพันธุ์บราซิลและแอฟริกาใต้แต่เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ยืนยันว่า วัคซีนที่ได้อนุมัติไปแล้ว มีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วง หรือสายพันธุ์ที่ระบาดเร็ว ที่มีสายพันธุ์อินเดียรวมอยู่ด้วย