เนชั่นทีวี

ข่าว

นายกฯ ลั่น"จะชนะสงครามโควิดให้ได้" แจงยิบ แนวทางแก้ไขปัญหาโควิด-19

05 พ.ค. 2564 | tinakit_rat

นายกฯ ลั่น"จะชนะสงครามโควิดให้ได้" แจงยิบ แนวทางแก้ไขปัญหาโควิด-19

นายกฯ ลั่น"จะชนะสงครามโควิดให้ได้"แจงยิบ แนวทางแก้ไขปัญหาโควิด-19 พร้อมจัดซื้อวัคซีนทุกค่ายๆละ 5-10 ล้านโดส ยาฟาวิพิราเวียร์ เหลือกว่า 1.5 ล้านเม็ด เพิ่มเตียงให้ได้ทั่วประเทศ 3 หมื่นเตียง ระบุ ผู้ป่วยรอไม่เกิน 48 ชั่วโมง ตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส

วันนี้ (5 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากการที่ได้รับทราบสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคใหม่ของโควิด-19 ที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างและเกิดกลุ่มก้อนต่างๆในหลายๆจังหวัด ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศบค. ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งได้สั่งการเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ดังต่อไปนี้ เรื่องการบริหารจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วย ได้ให้จัดระบบบูรณาการเรื่องเตียง และโรงพยาบาลสนามทั้งหมด โดยจัดแบ่งกลุ่มผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลตามระดับอาการเป็น 3 กลุ่ม คือระดับสีเขียว เป็นผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการหรืออาการน้อย จะจัดให้เข้าโรงพยาบาลสนาม ระดับสีเหลืองคือผู้ป่วยอาการปานกลาง จัดให้เข้าโรงพยาบาลทั่วไป ระดับสีแดงคือผู้ป่วยอาการรุนแรง จัดให้เข้าโรงพยาบาลเฉพาะทาง โดยให้ปรับรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วย ให้ไปคัดกรองที่โรงพยาบาลสนามแทนโรงพยาบาลทั่วไป เพื่อลดการแออัดที่โรงพยาบาล และรักษาเตียงว่างไว้ให้ผู้ป่วยที่จำเป็น โดยให้เพิ่มเติมผู้รับโทรศัพท์สายด่วน 1668 /1669 และ 1330 ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยด้วย

นอกจากนี้ให้จัดตั้งศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยแยกตัวผู้ป่วยออกจากชุมชน และรอส่งต่อไปรักษาตัว พร้อมกับได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงกลาโหม เร่งเพิ่มจำนวนเตียงให้เท่ากับโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามให้ได้มากที่สุดแล้วตอนนี้ ขณะนี้ที่สั่งการไปแล้วสามารถติดต่อและจัดการให้ผู้ป่วยตกค้างทั้งหมด เข้าสู่ระบบการรักษาตามที่แบ่งไว้ทั้ง 3 กลุ่ม โดยปัจจุบันไม่มีผู้ป่วยที่ต้องรอเตียงเกิน 48 ชั่วโมง พร้อมกับจัดตั้งศูนย์แรกรับและส่งต่อที่อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ ทำให้สามารถแยกตัวผู้ป่วยออกมาจากชุมชนได้ทันที จากวันที่จัดตั้งสามารถส่งต่อผู้ป่วยที่รับเข้ามาไปแล้วถึง 96 เปอร์เซ็นต์ จากการพยายามเพิ่มเตียงให้พร้อมและรองรับผู้ป่วยให้มากขึ้น ทั้ง Hospital โรงพยาบาลสนาม ทำให้มีเตียงเพิ่มขึ้นจากช่วงสงกรานต์เกือบ 10,000 เตียง และมีเตียงว่างรวมทั่วประเทศกว่า 30,000 เตียง รัฐบาลพยายามจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี เพื่อรองรับผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกทั้งสามารถพูดได้ว่าสามารถแก้ไขปัญหาสายด่วน เพื่อรับส่งและการส่งต่อผู้ป่วย ให้ได้รับการรักษาอย่างทันการณ์ อย่างไรก็ตามขอขอบคุณทุกคนทุกหน่วยงานทุกองค์กรจิตอาสาที่ได้ให้การร่วมมือจนสามารถแก้ไขปัญหาในระยะนี้ได้ในระดับที่ดี

ส่วนคลัสเตอร์คลองเตยนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังในการควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้เร็วที่สุด โดยใช้ประสบการณ์จากการจัดการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร มาปรับใช้ โดยใช้โมเดลตรวจเชื้อ ติดต่อ คัดกรอง แยกตัวส่งต่อ และรักษา เน้นไปที่การตรวจเชิงรุก ในพื้นที่กลุ่มเสี่ยงให้ได้อย่างน้อย 1,000 คนต่อวัน โดยหน่วยเคลื่อนที่ และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน โดยเฉพาะเชิงลบให้ได้อย่างน้อย 20,000 คน แล้วจะแยกตัวผู้ป่วยตามอาการเข้าสถานแรกรับ เพื่อเป็นการกำจัดวงการแพร่ระบาดให้เป็นวงเล็กที่สุด และเวลาเดียวกันจะระดมการฉีดวัคซีนโควิดเพื่อให้สร้างภูมิคุ้มกันในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งประสบความสำเร็จในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครที่ผ่านมา ล่าสุดได้รับรายงานมาว่ากระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดพื้นที่ตรวจเชิงรุกให้กับชาวชุมชนคลองเตย ถึง 700 คนต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีการสั่งการให้แก้ปัญหาสำรองเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลซึ่งขณะนี้มีเพียงพอ แต่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ มีการขยายเพิ่มรับผู้ป่วยอาการหนักในกรณีฉุกเฉิน โดยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติเขตทุ่งครุ เพื่อเพิ่มเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 432 เตียง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนงานบริหารจัดการ อำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทางการแพทย์ให้ดูแลผู้ป่วยอย่างทั่วถึง โดยหลักการที่ตนเน้นย้ำ ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการสถานการณ์ คือต้องทำทุกอย่างให้ลดการสูญเสียให้มากที่สุดนี่คือหลักการสำคัญ

ส่วนเรื่องยาฟาวิพิราเวียร์ แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น แต่ได้มีการสำรองไว้แล้วอย่างเพียงพอขณะนี้ยังเหลือในสต๊อก 1.5 ล้านเม็ด กระจายไปทั่วประเทศ และจะได้รับเพิ่มอีก 3 ล้านเม็ดในเดือนนี้ จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้มากนัก นอกจากนี้จะมีการพิจารณาให้ยานี้ในขั้นตอนใดได้บ้างอีก นอกจากการให้ยาผู้ป่วยอาการหนัก กระทรวงสาธารณสุขกำลังศึกษาว่าจะหายาอะไรเพิ่มเติมอีก ตามที่จำเป็นและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมกว่า 7 หมื่นคน แต่รักษาหายกลับบ้านไปแล้วมากกว่า 40,000 คน ซึ่งถือเป็นความสามารถของทีมแพทย์ไทยและความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลมีนโยบายดูแลคนไทยทุกคนในการรักษาโควิด-19 โดย ซึ่งรัฐจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ตามสิทธิ์การรักษาผู้ป่วย ในส่วนของโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับการเข้าอุดหนุนร้อยละ 20 ของค่าบริการ

ส่วนประเด็นการจัดหาและการฉีดวัคซีนนั้นนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้กำหนดให้เป็นมาตรการเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายในสิ้นปีนี้ประชากรในประเทศไทยต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อยร้อยละ 70 หรือประชากร 50 ล้านคน หรือใช้วัคซีนทั้งสิ้น 100 ล้านโดส ประเทศไทยมีวัคซีนตามแผนแล้ว 63 ล้านโดส โดยจะเริ่มฉีดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ กว่า 16 ล้านคน ส่วนในเดือนพฤษภาคมนี้จะได้รับวัคซีนซิโนแวค อีก 3.5 ล้านโดส เพื่อระดมฉีดให้กับบุคลากรด่านหน้า และผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้ได้มากที่สุด กระทรวงสาธารณสุขยังจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม คือวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 5 ถึง 20 ล้านโดส สปุตนิก วี จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และ ซิโนแวคบริษัทละ 5-10 ล้านโดส พร้อมยืนยันว่ามีการวางแผนการกระจายวัคซีนอย่างเป็นระบบ ผ่านระบบหมอพร้อมที่มีประชาชนมาจองคิวแล้วมากกว่า 1 ล้านคน พร้อมกับผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและเครือข่ายอสม.ทั่วประเทศ โดยใช้แผนการบริการวัคซีนตามกระทรวงสาธารณสุขและการสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม จัดลำดับกลุ่มเสี่ยง พื้นที่เศรษฐกิจได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเพิ่มจุดบริการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าจะต้องฉีดวัคซีนให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส และชนะสงครามโควิด -19ครั้งนี้ให้ได้

นายกรัฐมนตรี กล่วอีกว่า ได้จัดตั้งศูนย์บริการแก้ไขสถานการณ์ โควิด -19 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลขึ้น เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยตนเป็นผู้อำนวยการศูนย์นี้ และมีผู้ว่าราชการจังหวัดในทุกจังหวัดเป็นกรรมการ นอกจากนี้ยังใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดอื่นๆต่อไปอีกด้วย และเพื่อแก้ไขสถานการณ์โควิด ในภาพรวมให้ดีขึ้น ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการทางการแพทย์ และสาธารณสุข โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ปรึกษา พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.เป็นประธาน ส่วนหัวหน้าหน่วยงานด้านสาธารณสุข มหาดไทย และกลาโหม เป็นกรรมการ เพื่อให้เกิดการประสานงานอย่างใกล้ชิด บูรณาการทั้งทรัพยากรและบุคลากร การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามการตรวจคัดกรอง การควบคุมพื้นที่และอื่นๆ ที่จะทำให้เกิดการแก้ไขและสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 คณะและศบค.ทุกชุด จะมีคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน ที่ปรึกษา รวมถึงมีคณะแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ เพื่อให้ข้อเสนอแนะนำหลักวิชาการด้านสาธารณสุขและสามารถเชื่อมประสานกับโรงพยาบาลต่างๆได้อย่างดี

ข่าวล่าสุด