ผู้แทนผู้ใช้แรงงานโคราชยื่น 10 ข้อเรียกร้องถึง ครม. ช่วยเหลือ เยียวยาช่วงวิกฤตโรคระบาด อาทิ ให้เร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนโดยเร็ว,ให้ประชาชน คนทำงานทุกกลุ่มสาขาอาชีพรวมทั้งแรงงานข้ามชาติเข้าถึงการบริการการตรวจโรคอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เป็นต้น

30 เมษายน 2564 ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา นายรังษี  อุปแก้ว ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยสาขาจังหวัดนครราชสีมา (สร.รฟท.นม.) ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ( สรส.) สาขานครราชสีมา พร้อมนางสาวมุกลดา  ชัยนอก พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ ตัวแทนสหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) และพวกรวม 10 คน นัดรวมตัวยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน ผวจ.นครราชสีมา เพื่อแก้ปัญหาของผู้ใช้แรงานในทุกประเด็นช่วงการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19  และหนังสือร้องเรียนเรื่องพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและลูกจ้างขอรับค่าจ้างเงินเดือน คำตอบแทนจากเงินงบประมาณโดยตรงจากกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เงินบำรุงของโรงพยาบาลหรือของหน่วยงานต้นสังกัด โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฯ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ 

ยื่น 10 ข้อเรียกร้องให้"บิ๊กตู่" เยียวยาช่วงวิกฤตโรคระบาด



นายรังสี เลขาธิการ สรส.สาขานครราชสีมา เปิดเผยว่า วิกฤตโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้าย แม้นผู้ใช้แรงงานให้ความร่วมมือปฏิบัติตามนโยบายและประกาศต่าง ๆ ของรัฐบาล แต่ยังไม่ทราบสภาวะปกติจะกลับคืนเมื่อใดและชีวิตคนทำงานจะมีหลักประกันเหมือนเดิมหรือไม่ วันแรงงานปีนี้งดทำกิจกรรมแต่ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานยังดำรงอยู่จึงมีความจำเป็นในการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเนื่องในวันกรรมกรสากลประจำปี 2564 ข้อเสนอเร่งด่วนให้รัฐบาลออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและคนทำงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนี้ 1.ให้เร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนโดยเร็วและเปิดโอกาสให้ผู้มีความพร้อมนำเข้าและฉีดวัคซีนที่มีมาตรฐานผ่านการรับรองจากรัฐเพื่อฉีดให้แก่คนใกล้ชิดและพนักงานในสถานประกอบการ ลดภาระของรัฐและการฉีดวัคซีนต้องครอบคลุมแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทย2. กำหนดมาตรการดูแลบุคคลที่มีความเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ พนักงานที่ให้บริการให้เพียงพอ 3.ให้ประชาชน คนทำงานทุกกลุ่มสาขาอาชีพรวมทั้งแรงงานข้ามชาติเข้าถึงการบริการการตรวจโรคอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม 

ยื่น 10 ข้อเรียกร้องให้"บิ๊กตู่" เยียวยาช่วงวิกฤตโรคระบาด

4.ให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายของประชาชนในเรื่องสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น การสนับสนุนต้องเป็นงบประมาณจากรัฐมิใช่ผลักภาระให้หน่วยงานบริการ 5.การเยียวยา ช่วยเหลือหากมีความจำเป็นต้องเท่าเทียมเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ 6.ยกเลิกหรือ ลด การเก็บค่าบำรุงการศึกษาเพราะรัฐบาลมีนโยบายให้เรียนผ่านระบบออนไลน์ 7.รัฐบาลต้องควบคุมราคาสินค้าไม่ให้มีราคาแพงและลงโทษกับผู้ที่ฉวยโอกาสบนความทุกข์ยากของประชาชน 8.รัฐต้องควบคุมการจัดการเรื่องโควิด-19 ด้วยความโปร่งใส ไม่ให้มีการทุจริตในทุกระดับขั้นตอน 9.รัฐต้องหาแนวทาง สร้างมาตรการให้หน่วยงาน สถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนให้รักษาการจ้างงานเอาไว้ไม่ให้มีการเลิกจ้างหรือใช้สถานการณ์โควิดเลิกจ้างคนงานซึ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์วิกฤตเพิ่มมากขึ้น 10.รัฐบาลได้ประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ซึ่งมีผลกระทบต่อคนทำงานที่เจ็บป่วยจากโรคดังกล่าว และในอนาคตเป็นไปได้ว่าอาจจะมีโรคระบาดใหม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นรัฐบาลต้องกำหนดระเบียบหรือมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องของการคุ้มครอง การรักษาพยาบาล และสิทธิประโยชน์ค่าทดแทนให้กับคนงานที่อาจเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ 

ยื่น 10 ข้อเรียกร้องให้"บิ๊กตู่" เยียวยาช่วงวิกฤตโรคระบาด



ทั้งนี้ข้อเสนอที่ยื่นต่อรัฐบาลต้องได้รับการตอบสนองโดยเร็ว เพื่อประโยชน์และความต้องการให้ผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีหลักประกันในการทำงาน และหลักประกันในการดำเนินชีวิตอันเป็น เป้าหมายเพื่อการพัฒนาประเทศให้มี "ความมั่นคง ก้าวหน้า ยั่งยืน" ดังที่นายกรัฐมนตรีพูดตอกย้ำเสมอ นายรังสี กล่าว 

ด้านนางสาวมุกลดา ฯ ตัวแทน สลท. กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 ที่ผ่านมา รมว.สาธารณสุข ได้กำหนดออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมป้องกันอย่างเข้มข้น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เหนื่อยล้ามีความเสี่ยงในการทำงาน ซึ่งมีจำนวนหนึ่งติดเชื้อและถูกกักตัวเข้าสู่ขบวนการการรักษามีผลกระทบกับครอบครัว ครม.จึงมีมติให้บรรจุพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและลูกจ้างสายวิชาชีพและสหวิชาชีพเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการ เพื่อให้มีสวัสดิการ ความมั่นคงเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานจำนวน  45,984 คน นับเป็นสิ่งที่ดียิ่งสำหรับบุคคลกรทางการแพทย์ แต่ ครม.กลับไม่ได้มองเห็นใส่ใจให้ความสำคัญพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและลูกจ้างอีกกลุ่มหนึ่ง คือพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและลูกจ้างสายสนับสนุนบริการ เช่น พนักงานขับรถยนต์ฉุกเฉินรับ -ส่งผู้ป่วย พนักงานเปล พนักงาน ห้องบัตร พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานห้องปฏิบัติการตรวจเลือด ที่มีจำนวน 170,000 คน ปฏิบัติงานเป็นด่านหน้าตัวจริง ต้องเผชิญกับผู้ป่วยกับโรคก่อนการคัดกรองดูแลผู้ป่วย จึงมีความเสี่ยงโอกาสติดเชื้อโรคได้มากกว่าบุคคลากรอื่นๆ 

ยื่น 10 ข้อเรียกร้องให้"บิ๊กตู่" เยียวยาช่วงวิกฤตโรคระบาด



"เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานปฏิบัติงานอย่างมีคุณภาพคือความมั่นคงในการทำงานในอาชีพ พนักงานสาธารณสุขและลูกจ้างสายสนับสนุนบริการ ขอความเมตตาจากทาง ครม.พิจารณาให้การช่วยเหลือบุคลากรในส่วนนี้ได้รับค่าจ้างเงินเดือนแทนจากงบประมาณโดยตรงจากกระทรวงการคลังมิใช่เงินบำรุงของโรงพยาบาลหรือของหน่วยงาน" น.ส มุกลดา กล่าวขอความเห็นใจ