รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ลงพื้นที่พร้อมสสจ.สมุทรสาคร นำโมเดล "Bubble & Sealed"เข้าควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ขณะที่ีรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยปรับแดน 6 เป็นโรงพยาบาลสนามเฉพาะกิจ หลังพบยอดติดเชื้อโควิด-19 ผู้ต้องขังรับใหม่สะสม 144 ราย-เจ้าหน้าที่เรือนจำ 2 ราย พร้อมยกระดับการควบคุมโรคภายในเรือนจำ ลดการแพร่ะระบาดให้เร็วที่สุด


นำโมเดล "Bubble & Sealed"คุมโควิดเรือนจำกลางเชียงใหม่



เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 26 เม.ย. 64 ที่ห้องประชุมอาคารรวงผึ้ง ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ นายแพทย์ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วยนายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร และนพ.วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมประชุมกับทีมจังหวัดเชียงใหม่นำโดยนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนจากเรือนจำกลางอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการโรงพยาบาลสนาม ภายในเรือนจำกลาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังพบมีผู้ต้องขังในเรือนจำกลาง ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำแนวทางของจังหวัดสมุทรสาครเป็นโมเดล ภายใต้มาตรการควบคุมโรคในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ หรือ Bubble & Sealed

นำโมเดล "Bubble & Sealed"คุมโควิดเรือนจำกลางเชียงใหม่





ทั้งนี้ เรือนจำกลางเชียงใหม่ พบผู้ต้องขังแรกรับเข้าระหว่างวันที่ 7-12 เมษายน 2564 ติดเชื้อโควิด-19 และต่อมาพบการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในเรือนจำกลาง ซึ่งจากการสอบสวนโรคพบว่ากลุ่มนี้น่าจะมีผู้ต้องขัง 1 คน นำเชื้อเข้าไปและทำให้เกิดการระบาดในระหว่างการกักตัว ทั้งนี้ การดูแลนักโทษที่มีการติดเชื้อในเรือนจำ ซึ่งอยู่ในที่จำกัด และมีจำนวนมาก จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลในลักษณะพิเศษ ขณะนี้จึงได้มีการปิดแดนผู้ต้องขังรับใหม่ พร้อมยกระดับมาตรการต่าง ๆ ในเรือนจำ และจะทำการปิดในแต่ละแดนต่อไป ให้คงเหลือไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่ผ่านการตรวจประเมินแล้วว่าไม่พบเชื้อจึงจะสามารถให้ทำงานได้ โดยเป็นไปตามมาตรการมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าจะสามารถจำกัดการระบาดเฉพาะในพื้นที่เรือนจำได้ และจะไม่มีการแพร่เชื้อออกมาสู่ภายนอก

นำโมเดล "Bubble & Sealed"คุมโควิดเรือนจำกลางเชียงใหม่




นายแพทย์ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ทางปลัดประทรวงฯ ได้มีความห่วงใย จึงได้ส่งทีมจากกรมควบคุมโรค และสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครมาช่วย ซึ่งการระบาดในเรือนจำมีหลายแห่งเกิดขึ้นมาแล้ว จึงพยายาามควบคุมไม่ให้มีการระบาดในหลายพื้นที่ เพราะกลุ่มเรือนจำมีความเปราะบาง มีเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด และเสียชีวิต จึงต้องลงพื้นที่มาดูว่าจะจัดการได้อย่างบ้าง จะทำอย่างไรไม่ให้มีการแพร่กระจายในส่วนของเรือนจำกลางเชียงใหม่ คนที่มีอาการป่วยหนักจะจัดการส่งออกอย่างไร หรือทำให้เจ้าหน้าที่ของเรือนจำไม่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จึงได้มีการวางแผนนำแนวทางจากหลายจังหวัดมาใช้กับจังหวัดเชียงใหม่ได้เรียนรู้ร่วมกัน

นำโมเดล "Bubble & Sealed"คุมโควิดเรือนจำกลางเชียงใหม่



           นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า เคยนำมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่ควบคุมเฉพาะมาใช้ในการหยุดการแพร่ระบาดในโรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์ในจังหวัดเชียงใหม่พบว่าดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเรื่อย ๆ และมีการบริหารจัดการภายในจังหวัดได้ดีมาก แต่จากกรณีที่พบผู้ติดเชื้อในเรือนจำ ก็เป็นบริบทเฉพาะที่อาจจะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเจ็บป่วยและเสียชีวิตภายในเรือนจำ
ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงได้มีความห่วงใยและส่งผู้เชี่ยวชาญลงมาให้คำปรึกษาการดำเนินงานในพื้นที่ ภายใต้มาตรการควบคุมโรคในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ ซึ่งได้เคยนำมาตรการนี้มาใช้ที่จังหวัดสมุทรสาครที่เคยมีผู้ติดเชื้อกว่า 1 หมื่นราย จนทำให้สถานการณ์สงบและดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าภายหลังจากที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ได้ใช้มาตรการควบคุมโรคในพื้นที่ควบคุมเฉพาะแล้ว สถานการณ์ภายในเรือนจำจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ


นำโมเดล "Bubble & Sealed"คุมโควิดเรือนจำกลางเชียงใหม่




นพ.วีระกิตต์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เรือนจำกลางเชียงใหม่มีผู้ต้องขังรวม 6,404 คน ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-15 สะสมเป็นผู้ต้องขังรับใหม่ 144 คน และเจ้าหน้าที่เรือนจำ 2 คน โดยทางเรือนจำกลางเชียงใหม่ได้ปิดแดนผู้ต้องขังรับใหม่ และได้ปรับพื้นที่แดน 6 ที่เป็นแดนแรกรับ ให้เป็นโรงพยาบาลสนาม รองรับผู้ต้องขังที่ติดเชื้อโควิด-19 โดยมีบุคคลากรสาธารสุขหมุนเวียนดูแล พร้อมจัดเครื่องมือทางการแพทย์ ทั้งเครื่องวัดออกซิเจน และรถเอ็กซเรย์พระราชทานเคลื่อนที่เข้าไปประจำในเรือนจำ เพื่อสแกนปอดของผู้ต้องขัง โดยมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้