"หมอระวี"ชี้ "จตุพร" ลงถนนรู้เลยคนอยู่ต่างประเทศอยู่เบื้องหลัง ไม่แปลกเมื่อกระแสม็อบสามนิ้วตก"ทักษิณ"ต้องเปลี่ยนแผน ย้ำ เหตุการณ์การชุมนุมปี 53 ยังติดตาคนไทย ยังเชื่อรัฐบาลเอาอยู่และประคองจนถึงเลือกตั้งครั้งหน้าได้ไม่ยาก

เมื่อเวลา 15.00 น.นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาปลุกระดมมวลชนโดยมีเป้าหมายเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนัดชุมนุมในวันที่ 4 เม.ย.64ว่า เมื่อเห็นชื่อนายจตุพรและย้อนไปดูประวัติที่ผ่านมา จะเห็นว่านายจตุพรคือมือขวาคนสนิทในการก่อม็อบของนายทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นรู้ทันทีว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของม็อบกลุ่มนี้ การที่นายจตุพร อ้างว่ารัฐบาลไม่รับผิดชอบต่อการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นแค่วาทกรรมปลุกระดมมวลชน เพราะทุกพรรคการเมืองต่างก็เห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญปี 60 มีจุดอ่อน และต้องมีการแก้ไข แล้วตรงจุดใดที่ระบุว่าจะไม่แก้ ตรงจุดนี้ประชาชนต้องรับข่าวสารให้ครบทุกด้าน เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ของนักการเมือง

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า เมื่อนายจตุพรกลับเข้ามาเดินลงถนนอีกครั้ง หลังห่างหายไปกว่า 10 ปี การชุมนุมจะเปลี่ยนไปจากรูปแบบเด็กๆแบบม็อบ 3 นิ้ว แต่เชื่อว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน แบบแบ่งบทกันเล่น โดยมีนายจตุพรเป็นหัวเรือใหญ่ และน่าจะมีพวกพ้องของนายจตุพร ตามกันออกมาแน่นอน คราวนี้เราจะได้เห็นแกนนำที่เปิดตัวชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากบรรดาอีแอบของม็อบสามนิ้ว


"ถ้าถามว่าแปลกหรือไม่ ที่วันนี้เห็นนายจตุพรออกมาเป็นแกนนำม็อบอีกครั้งหนึ่ง ในมุมมองของผมคิดว่า ไม่ได้เกินความคาดหมาย เมื่อความนิยมของม็อบสามนิ้วเริ่มตก ไม่สามารถปลุกมวลชนต่อได้ ก็ต้องหันกลับมาใช้มืออาชีพอย่างนายจตุพร แต่ต้องมาดูกันอีกทีว่าการปลุกมวลชนครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ในส่วนของเงินทุนท่อน้ำเลี้ยงคงไม่ต้องห่วง แต่ข้อสำคัญคือนายจตุพรต้องเป็นผู้นำทางความคิดของประชาชนจำนวนมากให้ได้ แต่ติดอยู่ที่ภาพในอดีตที่นายจตุพรและพวกเคยก่อไว้เมื่อปี 53 อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยจำนวนมากไม่เข้าร่วมด้วย เนื่องจากไม่อยากเห็นภาพของประเทศที่ถูกย่ำยีอีกแล้ว"นพ.ระวี กล่าว

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือการม็อบภายใต้การนำของนายจตุพร หรือไม่ นพ.ระวี กล่าวว่า ในส่วนคิดว่ารัฐบาลเหลืออายุอยู่ประมาณ 1 ปี ซึ่งเชื่อว่าประมาณปลายปี 65 ก็อาจจะมีการประกาศยุบสภา ดังนั้นระยะเวลาที่ไม่มาก ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาไปทีละปัญหา และประคับประคองไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างไม่ยาก เพราะอย่าลืมว่า เครื่องมือที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีก็คือ การบังคับใช้กฎหมาย