หนังสือพิมพ์ฯ รายงานว่าผู้อยู่อาศัยในประเทศร่ำรวยและประเทศรายได้ปานกลางได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้วราวร้อยละ 90 ของวัคซีนเกือบ 400 ล้านโดสที่ถูกจัดส่งไปทั่วโลก ขณะที่วัคซีนส่วนที่เหลืออาจต้องรอเป็นเวลาอีกหลายปี หากอิงจากการคาดการณ์ในปัจจุบัน
"เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและกลุ่มผู้สนับสนุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลตะวันตกใช้อำนาจเชิงรุก ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กันน้อยมากหรือไม่เคยใช้มาก่อน ในการบีบบังคับให้บริษัทต่างๆ เผยแพร่สูตร แบ่งปันความรู้ และเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีน" รายงานระบุ "ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสาธารณสุขได้ร้องขอความช่วยเหลือ อันรวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลไบเดนใช้สิทธิบัตรของตนเพื่อผลักดันการเข้าถึงวัคซีนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น"
อย่างไรก็ดี รัฐบาลของหลายๆ ประเทศกลับต่อต้านความคิดเห็นนี้ กลุ่มผู้นำชาติตะวันตกยอมใช้จ่ายเงินเพื่อได้เป็นประเทศแนวหน้าที่จะได้รับวัคซีนก่อน ผ่านการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทเภสัชภัณฑ์ต่างๆ แต่พวกเขาก็ยังคงเพิกเฉยต่อคำเตือนและการเรียกร้องขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในการสำรองวัคซีนสำหรับประเทศยากจน หรือการสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ แบ่งปันความรู้และสิทธิบัตรที่ตนมี
ความหวังของประชาชนหลายพันล้านคนที่ต้องรอคอยนานหลายปีกว่าจะได้รับวัคซีนกลายเป็นภัยคุกคามทางสุขภาพ แม้แต่กับประเทศที่ร่ำรวยที่สุด เช่นในสหราชอาณาจักร ที่แม้จะเปิดตัวโครงการฉีดวัคซีนอย่างจริงจัง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเฝ้าติดตามโรคโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ที่อุบัติขึ้นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ แต่ความครอบคลุมของผู้ที่ได้รับวัคซีนยังคงอ่อนแอ "สายพันธุ์ดังกล่าวอาจทำให้ผลลัพธ์ของวัคซีนลดลง ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็อาจเกิดอาการเจ็บป่วยได้"
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฝั่งตะวันตกระบุว่าพวกเขาไม่เคยตั้งใจที่จะกีดกันประเทศอื่นๆ แต่เนื่องจากประเทศของตนเผชิญกับยอดผู้เสียชีวิตจำนวนมหาศาล พวกเขาจึงต้องให้ความสนใจกับประเทศของตัวเอง และการแบ่งปันสิทธิบัตรจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
"มันคือแนวคิดที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่การต่อต้านโลก" มอนเซฟ ซาลาอุย หัวหน้าที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ประจำโครงการแผนปฏิบัติการความเร็วสูง (OWS) ซึ่งเป็นโครงการมอบทุนสนับสนุนการจัดหาวัคซีนในสหรัฐฯ ของรัฐบาลโดนัลด์ทรัมป์ กล่าว "ทุกคนเห็นพ้องกันว่าทันทีที่สหรัฐฯ ได้รับวัคซีนแล้ว ที่อื่นก็จะได้รับวัคซีน"
หนังสือพิมพ์ฯ เผยว่า "โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง" พร้อมเสริมว่าไบเดนให้สัญญาว่าจะช่วยบริษัทอินเดียผลิตวัคซีนราว 1 พันล้านโดสภายในสิ้นปี 2022 อีกทั้งรัฐบาลของเขาได้บริจาควัคซีนให้กับเม็กซิโกและแคนาดาแล้ว อย่างไรก็ดี ไบเดนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดสนใจของเขาอยู่ที่สหรัฐฯ เท่านั้น
"เรากำลังจะเริ่มดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันจะได้รับการดูแลก่อนเป็นกลุ่มแรก และเราจะพยายามช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ทั่วโลกในลำดับต่อไป" ไบเดนกล่าว
ขณะที่ประเทศร่ำรวยกำลังต่อสู้เพื่อดำเนินการตามแผนในปัจจุบัน ประเทศอื่นๆ อย่างแอฟริกาใต้และอินเดีย ได้เข้าร่วมการต่อสู้กับองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อเรียกร้องให้มีการยกเว้นข้อจำกัดด้านสิทธิบัตรสำหรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19
ด้านรัสเซียและจีนสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือในการจัดหาวัคซีน อาทิ สถาบันกามาเลยา (Gamaleya) ในกรุงมอสโก ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตวัคซีนจากคาซัคสถานและเกาหลีใต้ ส่วนผู้ผลิตวัคซีนสัญชาติจีนได้บรรลุข้อตกลงที่คล้ายกันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บราซิล และอินโดนีเซีย