นอกจากนั้นยังจะดูแลเรื่องสภาพความเป็นอยู่ด้วย เนื่องจากครอบครัวนี้มีฐานะยากจน ปัจจุบันมีเพียงเงินจากเบี้ยคนชรา เบี้ยผู้พิการ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของตาคนเดียว ทั้งนี้ก็จะให้ยายบำบัดอาการติดสุราและหางานให้ทำเพื่อให้รายได้เลี้ยงครอบครัว ส่วนเรื่องคดีก็จะได้หารือกับทางตำรวจอีกครั้ง แต่อาจจะให้พ่อ แม่ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ก่อน เพื่อที่ทางตำรวจจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เชื่อว่าหากนำตัวลูกชายไปบำบัดรักษาแล้วอาการดีขึ้นสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ก็อาจจะให้กลับมาอยู่ดูแลครอบครัว ซึ่งก็ต้องประเมินตามสภาพความเป็นจริง
ด้าน น.ส.เอ (นามสมมติ) พี่สาวนายเอ็ม บอกว่า หลังจากหลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือก็รู้สึกดีใจเพราะที่ผ่านมาทั้งพ่อแม่ต้องอยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน ลำพังตนเองก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ขอบคุณทุกหน่วยงานที่รับปากจะช่วยเหลือทั้งการนำตัวน้องชายไปบำบัดรักษาให้หาย ดูแลสภาพจิตใจพ่อแม่ และความเป็นอยู่ของครอบครัว แต่สิ่งที่ยังกังวลคือกลัวว่าเมื่อรักษาที่โรงพยาบาลอาการดีขึ้นแล้ว พอส่งตัวกลับมาบ้านเจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ หรือกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ก็จะกลับมาก่อเหตุเหมือนเดิมอีก
ด้านนางน้อย (นามสมมติ) เพื่อนบ้าน บอกว่า ก่อนหน้านี้นายเอ็ม ก็เป็นเด็กวัยรุ่นปกติเหมือนคนอื่นๆ นิสัยดีไม่ค่อยพูด แต่เมื่อ 2 3 ปีก่อนหลังจากไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วมีอาการทางจิตก็เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวลักเล็กขโมยน้อย หนักขึ้นเรื่อยๆ คือทำร้ายพ่อแม่ ข่มขืนแม่ตัวเอง และชอบเดินสำเร็จความใคร่ไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว เกรงว่าหากนายเอ็ม ทำอะไรแม่ตัวเองไม่ได้จะไปก่อเหตุกับเด็ก หรือชาวบ้านคนอื่น ก็รู้สึกโล่งใจที่มีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือนำตัวไปบำบัดรักษา ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบหวาดระแวง และหากรักษาหายแล้วสามารถกลับมาชีวิตได้เป็นปกติ ชาวบ้านก็พร้อมยอมรับและให้โอกาส จะได้กลับมาดูแลพ่อแม่ของตัวเอง