หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบันที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง จังหวัดภูเก็ตอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดแม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนน้อยทั้งนี้เป็นผลมาจากมาตรการล็อคดาวน์และการห้ามเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศของทุกประเทศทั่วโลกเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
ภายใต้ความร่วมมืออย่างแข็งขันของภาคราชการและเอกชนในจังหวัดภูเก็ตทำให้จังหวัดภูเก็ตได้รับการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ระยะแรก เป็นที่เรียบร้อยซึ่งจังหวัดภูเก็ตถือเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั่วโลก อย่างที่ทราบดีว่า ภาวการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้หลายธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตปิดตัวลงแต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจลุกขึ้นลุยเพื่อหวังว่า เศรษฐกิจในภูเก็ตดีขึ้นไม่มากก็น้อย
อย่างธุรกิจสระว่ายก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องเติบโตไปกับการท่องเที่ยวรวมถึงทุกภาคส่วนซึ่ง นายธนูศักดิ์ พึ่งเดชประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้ได้ตั้งเป้าหมายในระยะ3 ปีของเจ.ดี.พูลส์คือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเนื่องจากวงจรของธุรกิจกำลังเติบโตเป็นสินค้าที่เป็นที่สนใจมากทั้งในประเทศและต่างประเทศส่วนแผนรุกตลาดของเจ.ดี.พูลส์ในปี 2564 ได้กำหนดทิศทางมุ่งเปิดตลาดภาคราชการเพื่อต้องการยกระดับมาตรฐานสระราชการทั่วประเทศให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่ายุโรปอเมริกาและออสเตรเลีย
มูลค่าตลาดรวมของเจ.ดี.พูลส์จากการขายสระว่ายน้ำอุปกรณ์ และระบบสระว่ายน้ำ เติบโตขึ้นมาสู่ระดับ 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยปี 2561มีมูลค่าตลาด 900 ล้านบาท ถึงปี 2563ที่เผชิญโควิดรอบแรกก็ยังรักษามูลค่าตลาดไว้ได้ในระดับ 950 ล้านบาทในปี 2564แม้จะมีการระบาดรอบสองแต่เราเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และทีมการตลาดจึงตั้งเป้าหมายการตลาดไว้ที่1,000 ล้านบาท
ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา เจ.ดี.พูลส์ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจตลาด สระว่ายน้ำ โดยสามารถจำหน่ายสระว่ายน้ำไปได้แล้วรวมกว่า16,500 สระ ทั้งสระประเภทไลเนอร์(Intelligent Panel Liner Pools :iPanel Liner Pools )และไฟเบอร์กลาส(CompositePools)ผ่านเครือข่ายการตลาด22 แห่งในประเทศไทย และอีก 7 แห่งในต่างประเทศ