นายธวเดช ภาจิตรภิรมย์ หัวหน้ากลุ่มแนวทางใหม่ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่มีสถานการณ์โควิด-19 ระบาด กิจการขนาดเล็กปิดตัวไปจำนวนไม่น้อย เหตุผลเพราะเราจำเป็นต้องจำกัดการกระจายของเชื้อโรค จึงต้องสร้างระยะห่างให้มากๆ มีคนให้น้อยๆ แต่กลายเป็นว่าคนยิ่งน้อยเศรษฐกิจก็ยิ่งพัง นี่คือสิ่งสวนทางกันระหว่างเศรษฐกิจกับสาธารณสุขที่ต้องหาสมดุลให้ดี อีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังทยอยล้มหายตายจากไปก็คือ บรรดาธุรกิจเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพทั้งหลาย เพราะเหล่านี้ไม่มีสายป่านที่ยาวนัก หากเจอสภาพชะงักงันยาวๆแต่รายจ่ายยังปกติก็ยืนระยะยาก ตนในฐานะคนทำธุรกิจ เข้าใจดีว่าข้อจำกัดของผู้ประกอบกิจการคืออะไร สิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนดว่า ธุรกิจจะไปทิศทางใด อยู่ได้หรือไม่ก็คือ เงินทุน แต่ภาวะที่เศรษฐกิจแบบนี้ทุกอย่างยิ่งยากเป็นสองเท่า กิจการก็จะล้อม ธนาคารก็ไม่ให้วงเงินอีกเพราะสถานการณ์แบบนี้ทำธุรกิจอะไรเขาก็มองว่าเสี่ยงทั้งนั้น ยากเหลือเกินที่จะปล่อยสินเชื่อให้ โดยกลุ่มแนวทางใหม่มองเห็นและให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และเห็นว่าเรื่องปากท้องเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ประเทศจะฟิ้นจากวิกฤติโรคระบาดได้หรือไม่ส่วนนึงต้องเริ่มจากการฟิ้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้น ต่อให้เจอปัญหาเราก็ต้องหาทางทะลุมันไปให้ได้ คนไทยเรามันเลือดนักสู้อยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดมาเราได้ยินแต่คำว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาตลอด เราก็ผ่านมาได้จนตอนนี้ ดังนั้นสู้ต่อไป