เมื่อ 24 ม.ค. 2564 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.กล่าวในรายการ peace talk หัวข้อ เมืองท่องเที่ยวร้าง เยียวยาเหลว อยู่ไปทำไม? โดยระบุว่า สถานการณ์โควิด 19 ในรอบที่ 2 นั้นกระทบมากกว่ารอบแรกทวีคูณ เพราะในรอบแรกพอจะมีเงินติดตัวกันอยู่บ้าง แต่ในรอบที่ 2 นั้นแทบไม่ทันตั้งหลัก
อีกทั้ง หลายคนคิดว่าจะฟื้นตัวซึ่งตนได้พูดคุยกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งที่ภูเก็ต และเกาะสมุย เชียงใหม่ และอีกหลายๆแห่ง ก็มีการอธิบายชัดเจนว่า คนไทยทยอยมาใช้บริการ กำลังที่จะลุกขึ้นยืนได้แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ทันทีที่เกิดการระบาดของเชื้อโควิด 19 ในรอบที่ 2 นั้นพังพินาศย่อยยับไปกับตา หลายโรงเเรมขึ้นป้ายปิดกิจการ บางแห่งติดป้ายขายกิจการ ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ท้ายที่สุดก็อยู่ในมือของนายทุนต่างชาติ
ยกตัวอย่างถนนข้าวสาร สภาพปัจจุบันเหมือนกับป่าช้า ซึ่งเมื่อก่อนจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัจจุบันเงียบสงัด เหมือนถนนร้าง ไร้คนเดิน ดังนั้นควรจะปรับให้เป็นถนนท่องเที่ยวของคนไทย โดย กทม. และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรวมถึงส่วนงานต่างๆ และผู้ประกอบการจะต้องร่วมกันออกใหม่ว่า ถนนข้าวสารในยามที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นคนไทยจะได้มาร่วมใช้บริการ
อย่างน้อยที่สุดคนจะได้ช่วยคนไทยในยามที่สถานการณ์ของประเทศเป็นเช่นนี้ กฎกติกาบางอย่างที่ผู้ประกอบการไปร้องกับนายกรัฐมนตรีให้ขยายเวลานั่งกินได้ จากเดิมกำหนดไว้ 3 ทุ่ม และขอขยายเพิ่มอีก 2 ชม. เหล่านี้ตนมองว่า เรามาสร้างบรรยากาศร่วมกันใหม่จะดีกว่า เพราะอย่างน้อยที่สุดรักษาชีวิตประชาชนกันไว้ก่อน
เมืองใหญ่อย่างภูเก็ต เกาะสมุย เชียงราย หมู่เกาะแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลายจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับคนไทยไว้ก่อน มาตรการต่างๆเพียงแค่ประกาศโดยอ้างสถานการณ์โควิด 19 เพียงอย่างเดียวโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่จะช่วยให้คนไทยรอดไปด้วยกันนั้น อะไรที่สามารถผ่อนปรนได้ หรือให้คนสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ อยู่กับโควิด 19 ได้ โดยไม่ตัดช่องทางทำมาหากิน เพราะหากตัดช่องทางทำมาหากิน คนจะตายเพราะความอดอยาก ไม่ใช่ตายเพราะโควิด 19 ดังนั้นรัฐบาลต้องรีบพลิกสถานการณ์เพราะสุดท้ายหากเมืองท่องเที่ยวพินาศย่อยยับ