ทำให้ตั้งคำถามว่า ข้อตกลงเรื่องวัคซีนที่ทำกับ บริษัท แอสตราเซเนกา เป็นการฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับ บริษัท แอสตราเซเนกา และ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ มากเกินไปหรือไม่ และการเจรจาเช่นนี้ทำให้ตัดโอกาสการพิจารณาทางเลือกอื่นๆ เพื่อจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรได้มากที่สุด และให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุดในประเทศไทยหรือไม่ ?
ทั้งหมดนี้ นำมาซึ่งคำถามสุดท้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี อนุมัติข้อตกลงอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะถ้าเกิดว่าข้อตกลงอย่างนี้มีอะไรผิดพลาด พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถรับผิดชอบได้หรือไม่ ? ถ้าเกิดว่าวัคซีนผลิตได้ช้ากว่ากำหนดเวลา ถ้าเกิดว่าการผลิตวัคซีนมีปัญหาในการแจกจ่ายกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ถ้าเกิดว่าประชาชนเกิดอาการแพ้วัคซีนหรือวัคซีนมีประสิทธิภาพไม่ได้ตามเป้าหมาย คุณประยุทธ์จะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ? เพราะประชาชนย่อมจะตั้งคำถามกับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งมีผู้ถือหุ้น คือ ในหลวงรัชกาลที่ 10
"ผมเชื่อว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมจำนวนประชากรมากกว่านี้ เร็วกว่านี้ ซึ่งจะนำมาสู่การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่เร็วกว่านี้ได้
หากรัฐบาลฟังข้อเสนอของพวกเรา เริ่มเจรจาจัดหาวัคซีนตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 โดยไม่ฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับข้อตกลงใดข้อตกลงหนึ่ง หรือ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง โดยไม่คิดที่จะเอาเรื่องการจัดหาวัคซีนมาสร้างความนิยมให้กับตัวเองเป็นลำดับแรก แต่มองเรื่องความมั่นคงของประเทศ และของประชาชน
ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะเดินหน้าจัดหาวัคซีนได้เร็วกว่านี้ มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ได้อย่างแน่นอน" ธนาธร กล่าว