11 มกราคม 2564 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Thira Woratanarat" ชี้ว่าการแพร่ระบาดของ โควิด-19 จะลากยาวไปถึงกลางปีหน้า เหตุประเทศไทยใช้แค่ไม้นวมในการกำราบโควิด แนะต้องเข้มงวดกว่านี้ มีเนื้อหาดังนี้...
10 มกราคม 2564
โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูท่าศึกระบาดซ้ำซากนี้อาจยาวนานไปถึงกลางปีหน้าเป็นอย่างน้อย
ด้วยเหตุผลสองประการหลักคือ
หนึ่ง เราใช้ไม้นวมกับโควิด-19 ระลอกสองนี้หวังให้มันเชื่องไปเอง ทำให้โอกาสคุมได้อยู่หมัดคงจะยาก เพราะไม่มีประเทศใดทำได้สำเร็จด้วยวิธีทำมาหากินไปพร้อมกับโรคระบาด อย่างมากที่สุดที่ทำได้ก็คงลดทอนลง และรอวันปะทุซ้ำ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าจะกดไปได้เหลือหลักร้อยไปเรื่อยๆ หรือน้อยไปถึงหลักสิบหรือหลักหน่วย โอกาสปะทุก็จะแปรผันไปตามนั้น ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ก็จะเหลือเพียงต้องปรับแบบแผนการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องธุรกิจค้าขายและบริการ และอื่นๆ ให้ลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากไม่ปรับอย่างจริงจังแบบที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา การระบาดซ้ำก็จะตามมาอย่างแน่นอน
สอง แผนการจัดซื้อจัดหาวัคซีน ตามที่ประกาศมาคือ 2 ล้านโดส สำหรับ 1 ล้านคนของวัคซีน Sinovac จากจีน และ 26 ล้านโดสสำหรับ 13 ล้านคนจากการผลิตวัคซีนของ Astrazeneca/Oxford
สมมติว่าฉีดครบถ้วนภายในสิ้นปีตามแผนภาพฝันที่กระทรวงวางไว้ โอกาสที่จะเกิดภูมิคุ้มกันในคนรวม 14 ล้านคน จากทั้งประเทศที่มี 66.56 ล้านคน (รวมเด็ก 11 ล้านซึ่งไม่ได้ฉีดวัคซีน) ก็จะมีภูมิคุ้มกันได้ราว 10 ล้านคน (คิดเฉลี่ยจาก Sinovac ราว 78% และ Astra/Oxford ราว 70%) คำนวณก็จะพบว่ามีภูมิคุ้มกันเพียง 14.8% ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 17.8% ของประชากรผู้ใหญ่
การจะสกัดยับยั้งไม่ให้โรคนี้ระบาดวงกว้าง จำเป็นจะต้องทำให้ประชากรในประเทศมีภูมิคุ้มกันอย่างน้อย 60% ของประชากร ส่วนกรณีที่คนติดเชื้อแล้วจะมีภูมิเองนั้นคงมีจำนวนน้อย ยังไงก็รวมกับกลุ่มที่ได้วัคซีนแล้วก็ยังไม่ถึงระดับที่จะยับยั้งการระบาดได้
แม้ในปีถัดไป หากพยายามหามาฉีดเพิ่มอีกเท่าตัว เช่น อีก 26 ล้านโดสสำหรับอีก 13 ล้านคน ก็จะมีระดับภูมิคุ้มกันหมู่รวมได้ประมาณ 39% ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 46.8% ของประชากรผู้ใหญ่
อ่านข่าว : "หมอประสิทธิ์" เผย โควิด-19 รอบนี้หนัก! ชี้ผู้เสียชีวิตไม่ใช่ปอดถูกทำลายสาเหตุเดียว