ขณะที่ ศ.ดร.ลีรา กิติกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสในอาหาร-อากาศ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงนั้น จะเป็นพื้นที่ปิด ซึ่งไวรัสตัวนี้เดิมเชื่อกันว่า ติดต่อจากการสัมผัส ละอองฝอย ทางเดินหายใจ แต่ตอนหลังมีรายงานเพิ่มเติมว่าติดต่อทางอากาศได้หรือไม่ ซึ่งถ้าติดต่อทางอากาศจะต้องมีเงื่อนไข คือ ต้องมีคนป่วยอยู่ในบริเวณนั้น สามารถแพร่เชื้อได้เป็นจำนวนมาก เป็นพื้นที่ปิด และแออัด หรือระบบถ่ายเทอากาศไม่ดี จึงเป็นโอกาสเสี่ยงจะติดทางอากาศ
ศ.ดร.ลีรา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ถ้าพูดกันจริงๆ ต้องระวังการติดจากละอองฝอยเป็นหลักมากกว่า แต่ก็อย่าวางใจว่าอยู่ในอากาศถ่ายเทจะปลอดภัย เพราะเชื้อสามารถอยู่ในอากาศได้อย่างน้อย3ชม. ซึ่งเชื้อมีความทนในระดับหนึ่ง แต่ไม่ทนมาก อย่างประเทศไทยอากาศร้อน เชื้ออยู่ไม่นานก็ตา ตามธรรมชาติของไวรัสเอง
ส่วนที่กังวลหากคนมีเชื้อแล้ว ไอ จาม เมื่อไปอยู่ในอากาศ คนเดินผ่านแล้วติดนั้น ซึ่งความจริง คือ ไวรัสจะตกลงข้างล่าง ในระยะ1-2เมตร แต่เมื่อไปสัมผัส ก็จะติดจากสัมผัส หรือเรียกว่าละอองฝอยตกลงมา แต่ไวรัสโควิดจะเป็นลองฝอยเล็กมาก สามารถอยู่ในอากาศได้ประมาณ3ชม. ถ้าสมมุติตรงนั้นมีอากาศร้อน ความชื้นไม่พอหรือเหมาะสม ไวรัสก็จะตายเองโดยธรรมชาติ
ทั้งนี้ ไวรัสเจริญได้เพราะอาศัยเซลล์ของมนุษย์เท่านั้น เมื่อไวรัสมาเจอเซลล์ในปอดถึงชอบ แล้วเข้าไปจึงจะติดเชื้อ ถ้าเป็นไวรัสอยู่ที่พื้น สามารถอยู่เต็มที่ได้1วัน ถ้ารีบทำความสะอาด ก็สามารถฆ่าเชื้อได้ถึง70%สมมุติมาออกกำลังกายตอนเช้า แดดยังไม่แรง ผู้คนยังไม่มาก สามารถทำได้ แต่ต้องรักษาระยะห่าง ถ้าเป็นตอนเย็น คนใช้อากาศมาก ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อย เช่น รถโดยสาร รถตู้
ศ.ดร.ลีรา ย้ำด้วยว่า จากการวิจัยของต่างประเทศ เชื้อติดอยู่ที่ลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ รวมถึงช่องแอร์ ซึ่งจำเป็นต้องทำความสะอาด และหากมีคนป่วยในห้องนั้น ก็ต้องหมั่นทำความสะอาด อีกทั้ง ยังมีการทดลองวัสดุที่เป็นรู เช่น ไม้ พรหม ไวรัสจะอยู่ได้นานกว่าที่เรียบ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการสร้างวัคซีนทางสังคม ไม่ใช่แค่โควิด ก็สามารถอยู่ได้กับทุกโรค ทั้งทางเดินหายใจและอาหาร ดังนั้น ขอให้ประชาชนร่วมกันรักษาสุขอนามัย
สำทับด้วย รศ.ดร.เฟื่องฟ้า อุรารัชต์กิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจเชื้อในสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สมมุติหากไปอยู่ในที่ออกกำลังกายตอนเช้า ไม่มีคน เชื้อยังน้อยอยู่ แต่ถ้ามีคนเข้ามารวมก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่วนการทำงานในออฟฟิศเดียวกัน แล้วพบผู้ติดเชื้อ แน่นอนว่าจะติด ถ้าไม่มีการระบายอากาศ หรือระบายได้ไม่ดี มีการสัมผัส ซึ่งการติดละอองฝอยโดยสัมผัส ถือว่าสำคัญสุด แต่การที่เชื้อจะฟุ้งขึ้นมาในอากาศ โอกาสมี แต่ปริมาณน้อย เพราะอากาศเจือจางออกไป
ทั้งนี้ ถ้าอากาศถ่ายเทได้ดี ก็จะเจือจางได้เยอะ โอกาสติดก็น้อย คือ การติดเชื้อ หรือเชื้อเข้าไปในร่างกาย ไม่ใช่ว่าตัวเดียวเกิดโรคได้ แต่ต้องมีปริมาณเหมาะสม ภูมิคุ้มกันส่วนตัว ซึ่งหลายอย่างต้องสมดุลกัน แต่ถ้าไปเจอเชื้อที่แออัด เชื้อฟุ้งในอากาศเยอะ อากาศไม่ไหลเวียน เป็นปัจจัยหนึ่งที่พิสูจน์มาแล้วว่าติดในอากาศได้
ส่วนการปิดแอร์เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ช่วยได้ จะทำให้เชื้อเจือจางได้ดีที่สุด ส่วนพรหมถือเป็นแหล่งของเชื้อ ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส รา หรือที่อยู่ในอากาศทุกอย่าง เพราะในพรหมมีรูพรุน จะทำให้เชื้อเข้าไปแอบอยู่ได้ง่าย และทำความสะอาดได้ยาก ฉะนั้น พื้นห้องไหนเป็นพรหม ต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษเพื่อให้เชื้ออกจากพรหมได้เยอะสุด
ถ้าสมมุติอากาศในห้อง หากมีคนเป็น1คน คนใกล้สุดก็เสี่ยงสุด คนไกลออกไปก็เสี่ยงน้อย แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะว่าคนติดเชื้อ เดินไปตรงนั้น เชื้อก็ตามไปตรงนั้น อีกทั้ง พฤติกรรมคนเดินไปไหน ก็จะไปจับนั่น นี่ หรือลูบหน้าตัวเอง ซึ่งเป็นการติดต่อได้จากการสัมผัส เป็นการติดต่อสำคัญที่สุด แต่อากาศก็เป็นไปได้
สำหรับเรื่องโรงพยาบาลสนาม ถือว่าจำเป็น คุมผู้เสี่ยงไม่ให้มีการแพร่เชื้อไปไหน และง่ายต่อการควบคุม พื้นที่ดังกล่าวคนคุมจะรู้ว่า จะทำความสะอาดอย่างไร เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปข้างนอก ส่วนประชาชนที่กังวลว่าการตั้งโรงพยาบาลสนามใกล้บ้าน แล้วเกรงว่าจะแพร่เชื่อนั้น ซึ่งก็มีสิทธิ์ แต่การตั้งจะไม่ไว้อยู่ในที่แออัด ต้องเป็นที่กว้าง และห่างกัน รวมถึงต้องมีระบบควบคุมเพื่อไม่ให้เชื้อหลุด สิ่งที่อยากฝากเลย คือ ขอให้ประชาชนหมั่นล้างมือ ป้องกันได้ทุกโรค