เนชั่นทีวี

ข่าว

ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19

07 ม.ค. 2564 | chairat_pat

ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19

"นักวิชาการ" ย้ำไทม์ไลน์เป็นเรื่องสำคัญหาต้นตอการติดโควิด-19 แนะควรจดบันทึกเพื่อง่ายค้นหาแหล่งที่มา แนะประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ชีวิต ย้ำควรอยู่พื้นที่อากาศถ่ายเทลดเสี่ยง แต่ก็อย่าชะล่าใจ พร้อมหมั่นทำความสะอาด เพราะการสัมผัสผ่านละอองฝอยอันตรายสุด

7 มกราคม 2564 ผศ.ดร.อังสนา บุญธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและชุมชน กล่าวกับ "เนชั่นทีวี" ว่า ไทม์ไลน์เป็นเรื่องของนักระบาดวิทยา เพื่อใช้ค้นหาต้นตอโรคว่าติดเชื้อมาจากไหน ซึ่งการระบาดรอบใหม่ครั้งนี้ มีลักษณะกลุ้มก้อนหลายแหล่งดังนั้น การสอบสวนและมีไทม์ไลน์ชัดเจน สามารถหาต้นตอได้ ดังนั้น เมื่อถามไทม์ไลน์จะได้รู้การใช้ชีวิตว่าไปติดโรคได้อย่างไร


ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19


ผศ.ดร.อังสนา กล่าวต่อว่า คนติดเชื้อขณะนี้มีทั้งปรากฏและไม่ปรากฏอาการคนที่ปรากฏอาการและมีความเข้าใจกับโรค แล้วเข้าสู่ระบบบริการก็จะเข้าสู่ไทม์ไลน์ถามได้อย่างชัดเจน แต่ปัญหา คือ คนไม่มีอาการแล้วมาตรวจเจอจะเป็นปัญหาซับซ้อนขึ้นมาอีก ดังนั้น ไทม์ไลน์ ประชาชนอาจตระหนกแต่เป็นการสืบสวนทางระบาดวิทยา ว่าใครไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรหรือเกี่ยวข้องกับใคร หรือสถานที่ใดบ้าง



ทั้งนี้ ประการต่อมา คือ การหาตัวผู้สัมผัสโรค ว่าใครเกี่ยวบ้างกับผู้สัมผัสโรคและอยากให้เข้าใจว่า เชื้อโควิด-19 การก่อให้เกิดโรค มันมีช่วงระยะฟักตัว 14 วัน พอเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายแล้วปรากฏอาการจึงยึดเวลา 14 วัน เพื่อใช้ทำการสอบสวนโรคย้อนกลับไป และหากไปอยู่ใกล้กับผู้เสี่ยง ก็จะมีระดับว่าเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แต่ 14 วัน คือ เอาระยะเวลาที่นานที่สุด



อย่างไรก็ตาม การไปรับเชื้อจากคนแรกมาและติด แล้วถามย้อนกลับไป 14วันเป็นใครแต่ความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้ ไม่ใช่แค่ 14 วัน แต่ประมาณ5 วัน ที่มีโอกาสความเข้มข้นในการแพร่กระจายเชื้อ และแน่นอนที่สุด 2วันมีสิทธิ์มากจะแพร่เชื้อ ดังนั้น จะพบว่าไทม์ไลน์ คนในครอบครัวเดียวกันถึงติดมาก เมื่อพบในครอบครัวก็ต้องทำการแยกเพื่อรักษา ขณะที่คนใกล้ชิดก็มีความเสี่ยง เพราะตรวจรอบแรกอาจไม่เจอจึงอาจมีการนัดใหม่อีก 5 วัน ซึ่งบางรายมาเจอในครั้งที่สองถ้าไม่เจอก็ลดแพร่กระจาย แต่ที่เป็นปัญหา คือ พบไทม์ไลน์แต่ไม่บอกว่าทำอะไรที่ไหนแล้วไปพบแพทย์



ผศ.ดร.อังสนา ระบุว่า ส่วนผู้ป่วยที่ไม่บอกไทม์ไลน์ ก็ไม่ได้สัมภาษณ์แค่ครั้งเดียวซึ่งถ้าคนจดบันทึกก็จะช่วยนักระบาดวิทยาได้มาก เช่น แอปพลิเคชั่น สบายดีบอทแต่บุคลากร นักศึกษา บึนทึกแต่ละวันว่าไปมีปฏิสัมพันธ์สังคม และมีโอกาสรับเชื้อที่ไหนเวลา สถานที่ไหนบ้าง แต่นักระบาดวิทยาจะมีการตกลงกับผู้ให้ข้อมูล ว่าจะไม่มีการเปิดเผยชื่อแต่ขอคุณลักษณะบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย ระบุเพียงเพศ เพื่อหาสถานที่หรือโอกาสติดมาจากกลุ่มก้อนไหน จึงไม่ต้องกังวล



ขณะเดียวกัน ไทม์ไลน์ถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะเวลาเมื่อไปตรวจก็จะย้อนกลับไป14 วัน โดยจะไล่ถามเท่าที่จำได้ แต่บางรายอาจไม่ถึง 14 วัน ทว่า อย่างน้อยจะสืบต้นตอได้แต่ระยะใกล้ๆ 1 อาทิตย์ที่แสดงอาการ หรือ 2-5 วัน ใกล้ๆ ไปใช้สถานที่ไหนบ้างแต่ต้องทำความเข้าใจว่า ถ้าไปใช้สถานที่เปิด เช่น กลางแจ้ง เดินถนน คงไม่มีปัญหาอะไรแต่ถ้านั่งรถตู้ ก็จะเกี่ยวข้องกับการถ่ายเทอากาศของเชื้อต่างๆ ดังนั้น จะมองเชิงความเสี่ยงอยู่ในที่มีโอกาสสัมผัสและรับเชื้อโรคในปริมาณที่มากจะติดโรคหรือไม่



สำหรับสุขภาพ เป็นเรื่องความรับผิดชอบของทุกคนและสังคมร่วมกันตัวเองไม่อยากป่วย และคงไม่อยากให้คนอื่นเจ็บป่วยไปด้วย ดังนั้นต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี ตั้งแต่สุขอนามัยส่วนบุคคล หรือสิ่งแวดล้อม บ้านเรือน ไม่ให้เกิดเพราะในหลักของระบาดวิทยา เมื่อเกิดแล้ว ความเสี่ยงมีตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของทุกคน



ส่วนผู้ป่วยหนักจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้ใกล้ชิดกับเครื่องมือแพทย์ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตมีอัตราน้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศแต่บุคคลตรวจเจอเชื้อไม่มีอาการ จะเป็นปัญหา เพราะมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลาหากมีโรงพยาบาลสนามไว้ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ดูแลตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทำการรักษาแต่ต้องอยู่จนกว่าพ้นระยะแพร่กระจายเชื้อ ค่อยปล่อยกลับไปสู่สังคม



ทั้งนี้ อสม. และด่านหน้าถือเป็นกำลังหลักสำคัญที่ทำงานหนักอย่างเข้มแข็งแต่วัคซีนทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าขาดเชื้อก็กลับมาใหม่ได้ แม้ต่อให้มีวัคซีน


ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19



ขณะที่ ศ.ดร.ลีรา กิติกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสในอาหาร-อากาศ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงนั้น จะเป็นพื้นที่ปิด ซึ่งไวรัสตัวนี้เดิมเชื่อกันว่า ติดต่อจากการสัมผัส ละอองฝอย ทางเดินหายใจ แต่ตอนหลังมีรายงานเพิ่มเติมว่าติดต่อทางอากาศได้หรือไม่ ซึ่งถ้าติดต่อทางอากาศจะต้องมีเงื่อนไข คือ ต้องมีคนป่วยอยู่ในบริเวณนั้น สามารถแพร่เชื้อได้เป็นจำนวนมาก เป็นพื้นที่ปิด และแออัด หรือระบบถ่ายเทอากาศไม่ดี จึงเป็นโอกาสเสี่ยงจะติดทางอากาศ



ศ.ดร.ลีรา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ถ้าพูดกันจริงๆ ต้องระวังการติดจากละอองฝอยเป็นหลักมากกว่า แต่ก็อย่าวางใจว่าอยู่ในอากาศถ่ายเทจะปลอดภัย เพราะเชื้อสามารถอยู่ในอากาศได้อย่างน้อย3ชม. ซึ่งเชื้อมีความทนในระดับหนึ่ง แต่ไม่ทนมาก อย่างประเทศไทยอากาศร้อน เชื้ออยู่ไม่นานก็ตา ตามธรรมชาติของไวรัสเอง



ส่วนที่กังวลหากคนมีเชื้อแล้ว ไอ จาม เมื่อไปอยู่ในอากาศ คนเดินผ่านแล้วติดนั้น ซึ่งความจริง คือ ไวรัสจะตกลงข้างล่าง ในระยะ1-2เมตร แต่เมื่อไปสัมผัส ก็จะติดจากสัมผัส หรือเรียกว่าละอองฝอยตกลงมา แต่ไวรัสโควิดจะเป็นลองฝอยเล็กมาก สามารถอยู่ในอากาศได้ประมาณ3ชม. ถ้าสมมุติตรงนั้นมีอากาศร้อน ความชื้นไม่พอหรือเหมาะสม ไวรัสก็จะตายเองโดยธรรมชาติ


ทั้งนี้ ไวรัสเจริญได้เพราะอาศัยเซลล์ของมนุษย์เท่านั้น เมื่อไวรัสมาเจอเซลล์ในปอดถึงชอบ แล้วเข้าไปจึงจะติดเชื้อ ถ้าเป็นไวรัสอยู่ที่พื้น สามารถอยู่เต็มที่ได้1วัน ถ้ารีบทำความสะอาด ก็สามารถฆ่าเชื้อได้ถึง70%สมมุติมาออกกำลังกายตอนเช้า แดดยังไม่แรง ผู้คนยังไม่มาก สามารถทำได้ แต่ต้องรักษาระยะห่าง ถ้าเป็นตอนเย็น คนใช้อากาศมาก ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อย เช่น รถโดยสาร รถตู้



ศ.ดร.ลีรา ย้ำด้วยว่า จากการวิจัยของต่างประเทศ เชื้อติดอยู่ที่ลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ รวมถึงช่องแอร์ ซึ่งจำเป็นต้องทำความสะอาด และหากมีคนป่วยในห้องนั้น ก็ต้องหมั่นทำความสะอาด อีกทั้ง ยังมีการทดลองวัสดุที่เป็นรู เช่น ไม้ พรหม ไวรัสจะอยู่ได้นานกว่าที่เรียบ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการสร้างวัคซีนทางสังคม ไม่ใช่แค่โควิด ก็สามารถอยู่ได้กับทุกโรค ทั้งทางเดินหายใจและอาหาร ดังนั้น ขอให้ประชาชนร่วมกันรักษาสุขอนามัย


ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19


สำทับด้วย รศ.ดร.เฟื่องฟ้า อุรารัชต์กิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจเชื้อในสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สมมุติหากไปอยู่ในที่ออกกำลังกายตอนเช้า ไม่มีคน เชื้อยังน้อยอยู่ แต่ถ้ามีคนเข้ามารวมก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่วนการทำงานในออฟฟิศเดียวกัน แล้วพบผู้ติดเชื้อ แน่นอนว่าจะติด ถ้าไม่มีการระบายอากาศ หรือระบายได้ไม่ดี มีการสัมผัส ซึ่งการติดละอองฝอยโดยสัมผัส ถือว่าสำคัญสุด แต่การที่เชื้อจะฟุ้งขึ้นมาในอากาศ โอกาสมี แต่ปริมาณน้อย เพราะอากาศเจือจางออกไป



ทั้งนี้ ถ้าอากาศถ่ายเทได้ดี ก็จะเจือจางได้เยอะ โอกาสติดก็น้อย คือ การติดเชื้อ หรือเชื้อเข้าไปในร่างกาย ไม่ใช่ว่าตัวเดียวเกิดโรคได้ แต่ต้องมีปริมาณเหมาะสม ภูมิคุ้มกันส่วนตัว ซึ่งหลายอย่างต้องสมดุลกัน แต่ถ้าไปเจอเชื้อที่แออัด เชื้อฟุ้งในอากาศเยอะ อากาศไม่ไหลเวียน เป็นปัจจัยหนึ่งที่พิสูจน์มาแล้วว่าติดในอากาศได้



ส่วนการปิดแอร์เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ช่วยได้ จะทำให้เชื้อเจือจางได้ดีที่สุด ส่วนพรหมถือเป็นแหล่งของเชื้อ ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส รา หรือที่อยู่ในอากาศทุกอย่าง เพราะในพรหมมีรูพรุน จะทำให้เชื้อเข้าไปแอบอยู่ได้ง่าย และทำความสะอาดได้ยาก ฉะนั้น พื้นห้องไหนเป็นพรหม ต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษเพื่อให้เชื้ออกจากพรหมได้เยอะสุด



ถ้าสมมุติอากาศในห้อง หากมีคนเป็น1คน คนใกล้สุดก็เสี่ยงสุด คนไกลออกไปก็เสี่ยงน้อย แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะว่าคนติดเชื้อ เดินไปตรงนั้น เชื้อก็ตามไปตรงนั้น อีกทั้ง พฤติกรรมคนเดินไปไหน ก็จะไปจับนั่น นี่ หรือลูบหน้าตัวเอง ซึ่งเป็นการติดต่อได้จากการสัมผัส เป็นการติดต่อสำคัญที่สุด แต่อากาศก็เป็นไปได้



สำหรับเรื่องโรงพยาบาลสนาม ถือว่าจำเป็น คุมผู้เสี่ยงไม่ให้มีการแพร่เชื้อไปไหน และง่ายต่อการควบคุม พื้นที่ดังกล่าวคนคุมจะรู้ว่า จะทำความสะอาดอย่างไร เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปข้างนอก ส่วนประชาชนที่กังวลว่าการตั้งโรงพยาบาลสนามใกล้บ้าน แล้วเกรงว่าจะแพร่เชื่อนั้น ซึ่งก็มีสิทธิ์ แต่การตั้งจะไม่ไว้อยู่ในที่แออัด ต้องเป็นที่กว้าง และห่างกัน รวมถึงต้องมีระบบควบคุมเพื่อไม่ให้เชื้อหลุด สิ่งที่อยากฝากเลย คือ ขอให้ประชาชนหมั่นล้างมือ ป้องกันได้ทุกโรค


ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19


ด้าน รศ.ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า ควรมีการบันทึกว่าไปทำอะไรที่ไหน ไปแล้วเจอใครบ้าง นั่งตรงไหน ถือเป็นตรรกะระบาด ซึ่งปกติคนไม่ได้จด แต่ต่อไปนี้ นั่งเครื่องบินก็ต้องรู้ว่านั่งใกล้ประตู หรือนั่งข้างใน เพราะทั้งหมดเกี่ยวกับความเสี่ยงตัวเอง ดังนั้น เมื่อเป็นยุค4จี5จี จึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นสบายดีบอทขึ้น เพื่อให้เก็บไว้ส่วนตัว เผื่อเวลานักระบาดวิทยามาถาม



สมมุติหากไปบ่อนมาแล้วกลัวถูกตำรวจจับ จะมีการตกลงกันกับผู้ป่วย เพื่อใช้ควบคุมป้องกันโรค เพราะยิ่งเร็วยิ่งดี รับเชื้อวันนี้ แต่2วันแรก อาจไม่มีอาการ พอเริ่มหน้าตาเปลี่ยนซึ่งในมิติของนักระบาด ผู้ป่วยอาจบอกว่าเป็นบ่อน แต่นักระบาดจะนึกว่า มันเสี่ยงตรงไหน เช่น พื้นที่ปิด อากาศไม่ดี หรือมีความสุข หัวเราะชอบใจ เริ่มกระจายเชื้อออกมา ดังนั้น จะไม่มีการจดว่าบ่อนชื่ออะไร แต่ดูว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน ดังนั้น ไม่ต้องกลัว



นอกจากนี้ คนต้องเลิกพฤติกรรม เช่น ลูบหน้า เพราะส่วนใหญ่ไปจับลูกบิดประตู หรือกดปุ่มลิฟต์ ดังนั้น จะเอาชนะ โควิด ไทม์ไลน์ เป็นเครื่องมือของนักระบาด แต่คนทั่วไปก็ต้องช่วย หากจำไม่ได้ ก็ต้องช่วยไปนั่งใต้ลม หรือ ออฟฟิศควรจัดพื้นที่ให้กับพนักงานที่ไม่แน่ใจว่าติดหรือไม่ ให้ไปอยู่ในที่โล่ง อย่าเข้ามาแชร์แอร์ อากาศ พื้นที่ รวมถึงช่วยกันเช็ดทำความสะอาด



อย่างไรก็ตาม โรคดังกล่าวทุกคนต้องอยู่กับมัน ดังนั้น อย่าใช้ของร่วมกับใคร รักตัวเอง หากท่าทางไม่ดี ฉลองมา แล้วไม่มีคนใส่แมสก์ คือ เฝ้าระวังตัวเอง นโยบายหน่วยงานหรือครอบครัว ต้องช่วยกันแชร์ข้อมูล ว่าไปไหน ทำอะไร ส่วนเรื่องโรงพยาบาลสนาม เป็นประเด็นต้องใส่ใจ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ และไวรัสนี้ชอบสังคม ดังนั้น จำเป็นต้องเอามนุษยที่มีเชื้อไปอยู่รวมกัน ซึ่งธรรมชาติมนุษย์ไม่ชอบกักขัง



ทั้งนี้ จำเป็นต้องดูจิตใจ ไม่ใช่เป็นที่รังเกียจ แค่ประคับประคองให้เชื้ออยู่ในตัว ไม่ออกมา แค่ระยะ14วัน เท่ากับเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับคนข้างนอก ดังนั้น จะทำอย่างไรตรงนี้ ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่แรงงานอีกภาษา ซึ่งถือเป็นอุปสรรค ต้องสื่อสารให้เข้าใจในเชิงบวก และชุมชนรอบข้างก็ต้องเข้าใจประเด็นนี้ ว่าคนเหล่านี้มีเชื้อ แต่ไม่ออกมาแพร่ เมื่อได้สิ่งที่มนุษย์ดำรงชีวิตได้ เช่น อาหาร คนดูแล และมีคนดูแลอย่างดี



จึงขอให้มั่นใจระบบสาธารณสุขในการบริหารโรงพยาบาลสนาม ทำถูกต้อง อย่างดี คนอยู่ใกล้ตรงนั้น ต้องมีสติตลอด แต่ความเป็นจริงออกจากบ้านไปก็มีความเสี่ยงกว่า เพราะฉะนั้น ช่วยกันควบคุม คือ ดูแลคนอยู่ในโรงพยาลสนาม ดูแลตัวเอง ดูแลคนครอบครัว และส่งกำลังใจให้หมอ พยาบาล ซึ่งสังคมช่วยได้ รวมถึงหน่วยงานมหาวิทยาลัย ก็ต้องประชาสัมพันธ์ อย่าง จ.สมุทรสาคร เพื่อสร้างความสมดุลทั้งคนและเศรษฐกิจ



นอกจากนี้ แม้ต่อให้มีวัคซีน แต่ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมก็มีความเสี่ยง แต่ประชาชนเลือกได้ ออกข้างนอกใส่แมสก์ เพราะมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา วัคซีนเป็นเรื่องสำคัญ วัฒนธรรมไทย ควรสร้างทักษะเพื่อหาข้อมูล และคิดว่าตัวเองเสี่ยง และฉลาดพอกับการอยู่โควิด ประเมินเพื่อให้ตัวเองเสี่ยงน้อยสุด ดังนั้น ต้องอยู่กับมันอย่างมีความสุข เหมือนไข้หวัด อยู่กับคนมาตั้งแต่เด็ก หรือไข้หวัดใหญ่ก็ยังไม่ไป แต่เปลี่ยนมาเป็นโควิด เช่นเดียวกันเอดส์ ที่บอกว่าติดจากแม่สู่ลูก สุดท้ายป้องกันได้ นี่เป็นธรรมชาติสาธารณสุข



ปชช.ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถสู้ได้ทุกโรคไม่เว้นโควิด-19

ข่าวล่าสุด