อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกตนออกจากคุก กระทั่งมีการเลือกประธาน นปช.คนใหม่ ตนยังขอให้นางธิดา ทำหน้าที่ต่ออย่างเป็นทางการ และถึงการชุมนุมในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงส่งไม้ต่อให้ตนนำทัพ นปช.ต่อสู้ในวันที่สู้อะไรไม่ได้แล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ยากลำบาก เพราะขบวนการคนเสื้อแดงอ่อนแอและมีนักเลือกตั้งเข้ามาจัดการมวลชนแทน"การใช้นักเลือกตั้งมาจัดการแทนนั้น เป็นความไม่ไว้วางใจของคนบนวิถีทางนักต่อสู้ แต่กลับคิดในเชิงผลประโยชน์ ขบวนการจึงต้องจบลงแบบที่เห็น ดังนั้น หลังการยึดอำนาจสิ่งที่เราทำได้คือการแสดงความคิดเห็น และสถานีพีซทีวีถูกปิดมากที่สุดจากการวิจารณ์ คสช."
นายจตุพร กล่าวถึงพี่น้องพ้องเพื่อนว่า เมื่อพร้อมๆกันควรมานั่งคุยหาทางออกกัน เนื่องจากเวลาที่ผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างการรอคดีเข้าคุก ออกคุก นอกจากนี้ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เป็นยุคสมัยของคนหนุ่มสาวแล้ว ส่วน นปช.เป็นองค์กรที่ผ่านพ้นตามประวัติศาสตร์ อีกทั้งการเคลื่อนไหว ไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง เพราะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
พร้อมย้ำว่า ในขบวนการ นปช.ไม่มีใครสนใจตำแหน่งหัวโขนกัน แต่ที่มาของตนนั้นมาตามกระบวนการชัดเจน ไม่ได้กระโดดมา ส่วนเคยนำต่อสู้ไปสู่ความสำเร็จหรือไม่นั้น อยู่ที่มุมมองแต่ละคนในการต่อสู้ เนื่องจากระหว่างทางเต็มไปด้วยบาดแผล แล้วแต่จะอธิบายกัน
สำหรับวิสัยทัศน์ นโยบายนำทัพให้เกิดชัยชนะนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ตนผ่านอะไรมามากมาย แต่สิ่งสำคัญในสมรภูมิต่อสู้ย่อมมีแพ้และชนะหมุนวนเปลี่ยนกันไป เนื่องจากปัจจัยไม่ได้เกิดเฉพาะเราเอง ยังมีปรากฎการณ์ของคงคาพยพการต่อสูู้ด้วย
กรณีการติดคุกในคดีเดียวกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นั้น นายจตุพร กล่าวว่า เป็นการพยายามอธิบายใส่ร้าย จึงต้องดำเนินคดีนายฟอร์ดที่โพสต์ เพราะเป็นการตั้งคำถามให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อเป็นคนเก่งก็ไม่มีปัญหาอะไร