อย่างไรก็ตามการบินไทย เชื่อว่าแม้จะเลื่อนส่งแผนแต่จะไม่กระทบต่อการฟื้นฟูกิจการ โดยกำหนดการตามกระบวนการฟื้นฟูฯ เมื่อเสนอแผนฟื้นฟูฯ ให้ศาลพิจารณาในเดือน ก.พ. แล้ว จากนั้นในช่วงเดือน มี.ค. จะมีการประชุมเจ้าหนี้ทั้งหมด ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าเครื่องบิน หุ้นกู้ เจ้าหนี้ธนาคาร เพื่อขอความเห็นชอบแผนทั้งหมด จากนั้นในเดือน เม.ย. หรือไม่เกินเดือน พ.ค. 2564 จะนำส่งแผนให้ศาลพิจารณาอนุมัติ ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งผู้บริหารแผนได้ ซึ่งบริษัทฯ มั่นใจว่าจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายระบุไว้ว่าต้องดำเนินการตามแผนแล้วเสร็จในช่วงแรก 5 ปี และขยายได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี โดยรวมจึงจะใช้เวลาดำเนินการแผนฟื้นฟูไม่เกิน 7 ปี
ส่วนการบริหารกระแสเงินสดในขณะนี้ การบินไทย ยืนยันว่า ยังมีกระแสเงินสดเหลือไปจนถึงเดือน พ.ค. 2564 จากการหารายได้เพิ่มเติม เช่น การขายทรัพย์สิน และการขายสินค้าของบริษัท แต่หากไม่สามารถดำเนินการตามกำหนดการได้ คาดว่าจะมีผลกระทบเรื่องกระแสเงินสดแน่นอน ดังนั้นจึงได้แต่หวังว่าทั้งศาล เจ้าหนี้ รวมถึงรัฐ จะให้โอกาส
อย่างไรก็ตาม การบินไทยยังคงสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาสร้างรายได้ในประเทศ นอกเหนือจากธุรกิจการบิน ไม่ว่าจะเป็น รายได้จากครัวการบิน รายได้ต่างประเทศก็เพิ่มรายได้จากการขนส่งสินค้า หรือ คาร์โก้ และเที่ยวบินรับคนไทยกลับบ้าน ซึ่งแม้ว่าการเพิ่มรายได้ดังกล่าวจะไม่สามารถชดเชยกับรายได้ที่การบินไทยเคยมีเดือนละกว่า 1 หมื่นล้านบาทได้ แต่ก็เป็นรายได้ที่ช่วยทำให้การบินไทยหาอย่างไม่หยุดนิ่ง
โดยในปี 2564 การบินไทยจะพยายามหารายได้จากทุกช่องทางที่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้นอกเหนือธุรกิจการบิน การสร้างให้การบินไทยเป็นศูนย์กลลางภาคพื้นที่ให้บริการด้านภาคพื้นแก่สายการบินอื่น ทั้งงานบริการด้านอาหาร ด้านการซ่อมบำรุง และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง อีกทั้งในปีหน้า การบินไทยยังคาดการณ์ว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงอีก 30% โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพนักงานที่จะลดจาก 1.3 หมื่นล้านบาท เหลือ 9 พันล้านบาท จากความร่วมมือของพนักงานทุกคน