โดยมีท่านทองจันทร์ อดีตรองนายก อบต.บ้านผึ้ง ซึ่งเป็นรองประธานกรรมการของโรงเรียน หลังจากที่มีผู้มายื่นซองสูงสุดอยู่ที่ 2,500 บาท ท่านก็ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมามอบให้กับทางโรงเรียน และหลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลกับสำนักงานเขตฯ ก็ได้ทราบว่าไม้ยูคาลิปตัสที่นำไปขายหรือแม้แต่ดินก้อนเดียวในที่ราชพัสดุก็ต้องส่งคืนเป็นเงินรายได้แผ่นดิน ตนก็แจ้งไปยังฝ่ายบริหารการเงินให้รีบนำเงินนั้นส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินไป เมื่อส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว เมื่อเปิดเทอมก็จะต้องรายงานไปยังคณะกรรมการสถานศึกษา ว่าไม่สามารถทำตามเจตนาของท่านได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หากจะนำเงินของแผ่นดินมาใช้ ซึ่งการส่งเงินคืนในครั้งนั้นก็ได้ส่งไปพร้อมกับเงินรายได้ในการจำหน่ายกระเบื้อง โดยทางสำนักงานเขตฯอนุญาตให้รื้อกระเบื้องเก่าที่ชำรุดออกและเปลี่ยนใหม่ได้ จึงได้ทำการรื้อกระเบื้องเก่าออกไปไว้ที่หลังโรงเรียน จนมีชาวบ้านมาขอซื้อกระเบื้องที่รื้อไว้ เพื่อที่จะไปทำโรงเห็ด ก็ได้บอกไปว่าตนไม่สามารถที่จะขายได้ เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินของทางโรงเรียนและไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว จึงไม่สามารถที่จะตั้งราคาได้
ทางชาวบ้านก็เลยช่วยกันบริจาคเงินเข้าโรงเรียน 300-400 บาทบ้าง หรือบางคนก็ให้ 1,000 บาท ซึ่งรวมแล้วได้เงินทั้งหมดประมาณ 9,000 บาท ตนก็ได้คุยกับทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ซึ่งทางเขตก็แจ้งมาว่าให้ส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ตนก็ได้ส่งไปพร้อมกันกับเงินจำหน่ายไม้ยูคาลิปตัส 2,500 บาท ปัจจุบันยังมีเงินที่เก็บไว้จากเงินเจตนาผ้าป่าและเงินที่ศิษย์เก่าได้จัดเดินวิ่งการกุศล เป็นจำนวนเงินรวม 40,000 กว่าบาท และก็กำลังจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงห้องสมุดกรณีที่นำรถมาไถบริเวณสนามกีฬา ครั้งตนมาบรรจุเป็นครูตั้งแต่แรกๆเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นสนามฟุตบอลบริเวณหน้าเสาธงไม่มีหญ้าขึ้น จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงปัจจุบันบริเวณนั้นก็ยังเป็นดินลูกรังอยู่เหมือนเดิม ตนจึงได้ให้รถมาปรับปรุงผิวดินและนำหญ้ามาปลูกแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์มากนัก
และที่ร้องเรียนว่าตนต้องการจะเปลี่ยนชื่อโรงเรียน เพราะชื่อเดิมมันเชยนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากว่าตนไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนชื่อโรงเรียน แต่เป็นเรื่องปกติเมื่อมารับตำแหน่ง ก็จะต้องแถลงเรื่องนโยบายต่างๆว่าจะทำอะไรบ้าง ตนก็ได้ไล่เรียงนโยบายต่างๆ มีหนึ่งข้อที่ตนเห็นว่าน่าจะต้องทำ ก็คือสร้างความภาคภูมิใจในสถาบัน ซึ่งตั้งแต่ตนเข้ามาเป็นครูใหม่ๆจนมารับตำแหน่ง ผอ.ฯ มีศิษย์เก่าไม่น้อยกว่า 2,000 คน แต่เราไม่ได้สร้างอะไรให้กับศิษย์เก่า เพื่อจะได้เกิดความภาคภูมิใจและอยากจะกลับมาทำงานที่โรงเรียนของเรา เราจึงจำเป็นจะต้องสร้างความภาคภูมิใจในการรักสถาบัน เช่นทีมเชียร์ ทีมกีฬา เพลงประจำโรงเรียน วงดนตรีของโรงเรียน ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มี
แม้กระทั่งชื่อโรงเรียนที่มันไม่ทันสมัย ถ้าอยากเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนได้ โดยระเบียบการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนนั้นมีอยู่แล้วไม่ใช่ ผอ. จะสามารถสั่งได้ มันจะต้องมีการสำรวจความพึงพอใจ ฟังความคิดเห็นทั้งจากนักเรียนปัจจุบัน ศิษย์เก่า ชาวบ้านในชุมชน และบุคลากรครูในโรงเรียน เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนชื่อ เราก็จะต้องรวบรวมหลักฐานทั้งหมดไปเสนอให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นขั้นตอนตามระเบียบ ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ ตนเพียงแค่แถลงนโยบายเท่านั้น ยังไม่ได้มีการสำรวจหรือทำอะไรทั้งนั้น แต่ก็มีกระแสออกมาว่าไม่อยากให้เปลี่ยน ตนก็คิดว่าหากไม่อยากให้เปลี่ยนก็จะไม่เปลี่ยน ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น