"ถ้าผมออก (จากประธาน นปช.) ซึ่งผมอยากจะออกอยู่แล้ว แต่คิดว่าขบวนการต่อสู้หลังปี 53 ส่วนหนึ่งหลบลี้หนีภัยและส่วนหนึ่งก็ถูกคุมขัง วันนั้นผมไม่ถูกขังคนเดียว เพราะเป็น ส.ส. เราได้เดินสายร่วมกับ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย เดินสายในช่วงกระแสเสื้อแดงต่ำสุด ไปทุกที่ ช่วงนั้นมีการยิงแกนนำในที่ต่างๆ จะตายวันไหนไม่รู้"
ในสถานการณ์เปราะบางนี้ทุกคนเข้าใจว่า จะหาจุดลงกันอย่างไร จะไปแสดงตนตามแต่บทบาทของแต่ละคน โดยตำแหน่งหน้าที่ประธาน นปช.ไม่มีอะไร ตนทำหน้าที่เพียงแค่ประสานงานให้กับเพื่อนที่อยู่ในคุก ซึ่งลำบากอยู่แล้ว และต้องทำให้ได้อิสรภาพโดยเร็ว
"ถ้าผมผลีผลามออกไปก็ไม่มีโอกาสอีกเลย เพราะเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียว แต่พวกคุณก็มาตราหน้าเพียงแค่ว่า พวกคุณไปช่วยพรรคเพื่อไทย ไปเลือกเอาใครที่ไหนมา ผมก็ไม่เห็นด้วย ส่วนคนเดิมตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน แล้วเพื่อไทย เขาซื่อสัตย์มาตลอด 20 ปีกลับถูกทิ้งเพื่อไปเอาคนอื่น แล้วอ้างภาพถ่ายแค่ภาพเดียว"
นายจตุพร กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุด เมื่ออ้างมาตรฐานต้องจัดการเผด็จการให้เด็ดขาดแล้ว กรณีงูเห่านั้น พรรคอนาคตใหม่จัดการ ส.ส. สีนวล ที่เชียงใหม่ แต่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมจัดการ ไม่ว่าจะเป็น กทม.หรือปทุมธานี ถามว่ามาตรฐานคืออะไร หรือไปเกี่ยวข้องเรื่องราวอะไรกับเขาอีก
ดังนั้น จะถามหามาตรฐานอะไร ที่ตนยกตัวอย่างนครพนมกับเชียงใหม่นั้น โดยนครพนมลาออกจากพลังประชารัฐไม่เกิน 3 วันก็รับเข้าเพื่อไทย แต่เชียงใหม่ถูกถีบออกตั้งแต่พลังประชารัฐยังไม่ตั้ง แล้วต่อมาก็จับยัดให้เขาไปอยู่พลังประชารัฐ ทั้งที่เขาไม่ได้ไป
"ผมเห็นสถานการณ์อย่างนี้มาตลอดว่า เจ๊ชี้อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นผมจึงบอกว่า ยังไม่เข็ดอีกหรือ เพราะพังกับเจ๊ทุกครั้ง สุดซอย (พรบ.นิรโทษกรรม) ผมพบเจ๊ภายหลังในสถานที่เป็นที่ทำงานพรรคไทยรักษาชาติช่วงนั้น ก็มาร้องห่มร้องไห้กันไม่ใช่หรือ"
พร้อมย้ำว่า ความจริงไม่ควรจะมีปัญหาอะไรกันเลย ตอนที่เจ๊ถูกตัดสิทธิ์ พอมีสิทธิ์ขึ้นมาก็ให้ลูกน้องที่เป็น ส.ส.ไปลาออกโดยอ้างว่าขึ้นเครื่องบินไม่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่องหู ต้องมาให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ตั้งให้เป็นรองนายก อบจ. เขาก็ทำให้ทุกอย่าง ซึ่งตนก็งงว่า มันคืออะไรกัน
ดังนั้น ไม่เข็ดหลาบกันบ้างหรือ ตนจึงบอกว่าขบวนการประชาชนมันควรแข็งแรง นอกจากไม่ไว้ใจแล้ว กลับเอา ส.ส.ไปจัดแทนแกนนำ แล้วให้แกนนำไปสัมพันธ์ส่วนตัว ระบบพังหมด สิ่งนี้จึงเห็นว่า ในวันที่มีอำนาจจึงให้หมด กลไกรัฐในตำแหน่งต่างๆ รับไปจัดให้หมดตามที่คุณขอมา ส่วนฝ่ายร่วมสู้ต้องต่อแถว ถึงสถานการณ์ปี 2557 ใครมันจะมาร่วมสู้ด้วย
"สิ่งที่ต้องสื่อความกับพี่น้องทั้งหลาย รอให้ณัฐวุฒิออกมาก่อน และพ้นกำหนดการใส่กำไล ซึ่งสามารถพูดแสดงความเห็นได้แล้ว เราจะนัดพี่น้องกันว่า เราจะเอากันอย่างไร เพราะเรื่องราวมันคากันไว้มากมาย ผมไม่สนใจตำแหน่งแห่งหนอะไรเลยนะ"
ส่วนคำผกา (นักจัดรายการวอยซ์ทีวี) นั้น นายจตุพร กล่าวว่า คำผกาปรามาศตนมาก อยากบอกคุณคำผกาให้ไปดูรูปถ่าย ร.อ.ธรรมนัส ถ่ายกับเพื่อไทย ดูรูป ส.ส.สุรินทร์กับนายกรัฐมนตรีพิจารณาตัวอย่างนครพนมกับเชียงใหม่ ดูรูปชินวัตรใส่เสื้อเหลือง แล้วคอยว่ากัน แต่ตนจะบอกว่า ยังยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่ตนไม่ได้เป็นติ่งพรรคเพื่อไทย
รวมทั้ง กล่าวว่า การพูดของคุณคำผกานั้น เป็นเพียงแค่แสดงลีลา ตนอย่างจะเน้นบอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือความอยุติธรรม ตนไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองถ้าไม่รู้จักกับความยุติธรรม ที่ผ่านมาไม่ใช่หนแรกที่เห็นแตกต่างจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ไม่ได้ไปไหน ตนยังยืนอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย และตนเห็นว่าบุญเลิศไม่ได้รับความยุติธรรม
"คุณคำผกา พูดเก่ง เอากันสักวันหรือไม่ มาคุยกัน นั่งสักถามกันเรื่องจุดยืนประชาธิปไตยกัน เอาคุณใบตองแห้งมาด้วย ผมจะได้ชี้แต่ละจุดให้ฟัง คุณจะไปการเมืองก็เรื่องของคุณ จะไปไทยรักษาชาติก็ไป จะเข้าเพื่อไทยก็ไป คุณน่าจะรู้จักผมดี จะมาพูด มาทำกับผมอย่างนี้ไม่ได้ ผมไม่สนใจนะ การแสดงจริตจะก้านทำเป็นพูดเคารพทุกอย่าง ถ้าจะไปก็ไม่ว่าอะไร"
นายจตุพร กล่าวย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น นักจักรายการทีวีไม่พูดถึงสักคำกับดีบอส กระทิงแดง และไม่พูดถึงการตัดสินใจแบบประชาธิปเจ๊กันในพรรค จนพังกันแบบนี้หรือ ดังนั้น ถ้าจุดยืนประชาธิปไตยแข็งแรงแล้ว นัดกันมาสักวัน ซึ่งตนมั่นใจคำผกา มาทดสอบการจะเป็นนักพูดในสภาครั้งหน้าด้วย