มีหลายปัจจัยที่ทำให้อีเว้นต์ใหญ่ของโลกครั้งนี้ต้องจัดขึ้นที่สิงคโปร์เท่านั้น โดยเรื่องที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการระบาดของโควิด-19 เพราะแม้สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 58,000 คน หรือสูงกว่าไทยกว่า 10 เท่า แต่มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าไทยอยู่ที่เพียง 29 คนเท่านั้น และปัจจุบันสิงคโปร์ก็ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศแล้ว
ปัจจัยต่อมาก็คือ "ประสบการณ์" สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขนาดใหญ่มาแล้วหลายงาน มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรถึงพร้อมทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และโลจิสติกส์ โดยสิงคโปร์ได้ "ทดสอบ" จัดประชุมระดับนานาชาติขนาดย่อมในยุคโควิดมาแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัมที่จะเกิดขึ้นทางรัฐบาลสิงคโปร์ก็ได้เตรียมมาตรการควบคุมโรคเอาไว้อย่างเข้มงวด
"ความเป็นกลาง" ก็เป็นอีกจุดเด่นของสิงคโปร์ จนได้รับฉายาว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออก" นั่นคือ สิงคโปร์เป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และแทบไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เห็นได้ชัดจากการที่สิงคโปร์เป็นสถานที่ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับคิม จอง-อึน พบกันครั้งแรกเมื่อปี 2561 และเป็นที่ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนกับอดีตประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่วของไต้หวันมาพบกันเมื่อ 5 ปีก่อน
นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัมเลือกมาจัดในทวีปเอเชียก็อาจเป็นการสะท้อนถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจุบัน "เศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์" โดยเฉพาะ "เศรษฐีหน้าใหม่" ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยข้อมูลที่รวบรวมจาก UBS และ PwC พบว่า ในเอเชียมีเศรษฐีพันล้านกว่า 800 คน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของทั้งโลก และมีความมั่งคั่งรวมกันกว่า "10 ล้านล้านดอลลาร์"
เมื่อ "งานช้าง" มาจัดอยู่ที่ "ข้างบ้าน" ของประเทศไทย นี่จึงถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยต้องจับตา!