รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า นักศึกษา ม.ราชภัฎฯประมาณเกือบ 20,000 คน จำนวน 80% อยู่ใน จ.นครราชสีมาทั้งหมดมีสิทธิมีเสียงทุกคน โดยเพาะขณะนี้เด็กมีความรู้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับชาติ ประกอบกับ ม.ราชภัฎฯ ดีไซค์ออกมาเพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ฉะนั้นการจัดเวทีดีเบตครั้งนี้ ก็เพื่อรณรงค์ให้นักศึกษาได้รู้จักบทบาทหน้าที่ของ อบจ. เพื่อรณรงค์ให้เขาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพลังที่เรียกได้ว่ายังบริสุทธิ์ และเพื่อต้องการให้ผู้สมัครนายก อบจ. หรือว่าที่ นายก อบจ.คนใดคนหนึ่งมาให้คำมั่นสัญญากับตัวนักศึกษา ซึ่งเป็นประชาชนคนรุ่นใหม่ของชาว จ.นครราชสีมา ว่า สิ่งที่เขาให้คำมั่นสัญญานั้นในอนาคตข้างหน้าอีก 4 ปี ถ้าเขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามาทำงาน เราจะตั้งทีมมดงานและเป็นตาสัปปะรสในการสอดส่องดูการใช้งบประมาณการบริหารจัดการของทาง อบจ.นครราชสีมา
โดยเฉพาะคนที่จะมาเป็นนายก อบจ.ที่ดีก็คือ 1.ควรจะต้องเป็นคนที่รู้บทบาทหน้าที่ของ อบจ. ที่แท้จริง, 2.สำคัญมากคือต้องเป็นบุคคลที่มีความคิดใหม่ ความคิดก้าวหน้า แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม มีความเสียสละต่อส่วนรวมให้มากที่สุด และสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นกับบุคลิก หรือคุณลักษณะของนายก อบจ.คือการเป็นการสร้างฐานทางการเมืองหรือ เป็นแหล่งผลประโยชน์ต่างตอบแทนทางการเมืองให้กับการเมืองในระดับชาติ ถ้าจะตอบแทนการเมืองในระดับชาตินั้นขอให้เกิดจากการทำผลงาน แต่ไม่ใช่เพราะเป็นกลุ่ม เป็นก๊วน เป็นการแบ่งโควตากันตามสัดส่วนของทางการเมืองที่มาช่วยสนับสนุน ซึ่งเราไม่คาดหวัง
ส่วนผู้สมัครทั้ง 5 เบอร์แสดงวิสัยทัศน์จะเกิดผลดี นโยบายจะเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนนักศึกษาคนรุ่นใหม่อย่างไรนั้น 1.เขาได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น , 2.เขาได้รับคำมั่นสัญญาจากผู้สมัคร , 3.เขาจะได้กำกับติดตามและให้ข้อเสนอแนะหลังจากเขาได้รับเลือกตั้ง และ 4.ทำให้เขามีความตื่นตัวในทางการเมือง นักศึกษาเยาวชนกลุ่มนี้เป็นพลังบริสุทธิ์ ส่วนการซื้อสิทธิขายเสียงตนตอบแทนไม่ได้ว่ารับ หรือไม่รับ แต่เชื่อได้ว่าพื้นฐานทางความคิดของกลุ่มเยาวชนนักศึกษายังบริสุทธิ์อยู่ และขอให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 20 ธ.ค.นี้ เพราะว่างบประมาณ อบจ.นครราชสีมาค่อนข้างจะสูงถึงปีละ 4,000 ล้านบาท เราจะช่วยกันติดตามการใช้งบประมาณของนายก อบจ.อย่างใกล้ชิด
ทางด้าน ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล ผู้สมัครเบอร์ 2 กล่าวว่า จากการได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนทั้ง 32 อำเภอ ได้พบเห็นปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง การประกอบอาชีพ ซึ่งตนเองก็ได้เก็บรวบรวมเป็นข้อมูลเพื่อที่จะนำมากำหนดนโยบายต่าง ๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพราะตนไม่อยากยัดเยียดนโยบายที่คิดเองให้ประชาชน แต่จะนำปัญหาที่ประชาชนมีอยู่มาแก้ไขให้ อย่างเช่นนโยบายการสร้างอาชีพ แต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มอายุ ก็ไม่เหมือนกัน จึงต้องรับฟังจากประชาชนเป็นหลัก ส่วนกรณีที่ตนเองได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งมี ส.อบจ.เก่าสนับสนุนอย่างท่วมท้นนั้น ก็เป็นที่น่ายินดี เพราะตนเองสมัครในนามกลุ่มอิสระ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม อยากให้ทุกคนมาร่วมมือกันพัฒนาโคราชไปในทิศทางเดียวกัน เพราะโคราชไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วยกันได้