รู้สึกยังไง เวลาคุณธนาธรไปที่ไหนก็มักถูกประชาชนร้องเพลงหนักแผ่นดินขับไล่?
จิรัฎฐ์ : "ผมติดตามข่าวก็เห็นโดนทุกวัน ผมว่าเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อน จริงๆ การไปรณรงค์อย่างนั้น ต้องขอบคุณคุณธนาธรด้วยซ้ำ เพราะจริงๆ เป็นหน้าที่กกต.แท้ๆ ที่ต้องไปรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงมากที่สุด ส่วนคนจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเรามองจากเหตุและผล คุณธนาธรอำนาจก็ไม่มี เป็นส.ส.ไม่ถึงวัน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี แล้วแฟร์กับเขาตรงไหน แค่เขาไปรณรงค์เลือกตั้งอบจ. ที่เขาสนับสนุน ใครก็ทำไม่ใช่เหรอ"
อาจารย์มองยังไง ทำไมเกิดปรากฎการณ์นี้?
ผศ.วันวิชิต : "ผมว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติลามไปถึงระดับท้องถิ่น แล้วการเมืองระดับท้องถิ่นรอบนี้ถูกเว้นวรรคไปนาน มันเหมือนการปลดแอก ระบายความต้องการสับเปลี่ยนอำนาจ การแข่งขันก็สูงไปในตัว แล้วรอบนี้แต่เดิมเป็นการต่อสู้ทางการเมืองของพวกตระกูลทางการเมืองแค่ไม่กี่ก๊วนของแต่ละจังหวัด แต่เมื่อความร้อนแรง การเติบโตของพรรคคนรุ่นใหม่ อนาคตใหม่เดิมจนมาถึงพรรคก้าวไกลหรือในนามคุณธนาธรจะลงไปช่วยหาเสียงก็ตาม ก็เท่ากับไปแชร์ริ่งคะแนนโหวตเตอร์เข้ามา เพราะเชื่อเหลือเกินว่า การเลือกตั้ง 20 ธ.ค. คนรุ่นใหม่จะกลับไปใช้สิทธิ์มาก มันจะมีผลต่อการเปลี่ยนบริบทหรือภูมิทัศน์ทางการเมือง อันนี้เป็นข้อดีนะ คนมาใช้สิทธิ์เยอะ ส่วนเรื่องแคมเปญรณรงค์ แล้วภาพคุณธนาธรไป ก็ถูกโยงความขัดแย้งระดับชาติไปด้วย"
อะไรเป็นสาเหตุให้คุณธนาธรเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ในที่ต่างๆ?
ผศ.วันวิชิต : "อันนี้้ต้องฝากเรียนคุณจิรัฎฐ์ไปด้วยว่า พรรคก้าวไกลหรือแม้กระทั่งทีมงานคุณธนาธร อาจประเมินการเคลื่อนไหวทางการเมืองท้องถิ่นที่ไม่อยากเรียกว่าผิดพลาด ไม่อยากเรียกมองไม่ขาด หมายถึงการผูกติดยึดโยงการเมืองระดับชาติมาใช้กับการเมืองท้องถิ่น ไปแบ่งข้างว่าฝ่ายนี้อนุรักษ์นิยม ฝ่ายนี้เสรีนิยม จริงๆ การเมืองท้องถิ่นไม่ได้ปรับตัวไปเร็วขนาดนั้น เขายังผูกพันกับตระกูล ซึ่งมีผลอยู่มาก ถ้าไปชี้ว่านี่เป็นไดโนเสาร์นะ เป็นอนุรักษ์นิยม เป็นสลิ่ม อันนี้ไม่ใช่ เขายังไม่ยอมรับและจะเกิดแรงต่อต้าน แล้วตัวผู้สมัครพรรคก้าวไกล ก็ต้องเข้าใจว่าคนติดกับดักหรือตีขุมความคิดว่าต้องเป็นคนหนุ่มสาว แต่บางจังหวัด บางพื้นที่ เคยแข่งขันทางการเมืองเคยเป็นผู้สูงอายุมาก่อน และไม่ได้แยกแยะประเด็นการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นจะมีผลเป็นอย่างมาก"
จิรัฎฐ์ : "อย่างที่บอกมันโยงการเมืองระดับชาติ แต่ข้อเท็จจริง คุณธนาธรไม่เคยไปบอกว่าแบ่งแยกเหมือนที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ ผมมองไม่เห็นว่าตอนไหนเขาพูดว่าคนโน้นเป็นไดโนเสาร์ คนนี้อนุรักษ์นิยม เขาเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงกับการใช้งบประมาณ"
ตอนไปลงพื้นที่อาจไม่ได้พูด แต่เป็นปรากฎการณ์ที่ผ่านมาหรือเปล่า?
จิรัฎฐ์ : "คำว่าเขย่าการเมืองที่เคยใช้เป็นชื่อแคมเปญมันเขย่าไปแล้ว ตอนนี้คุณูปการมันถูกสร้างไปแล้ว เมื่อก่อนผมอยู่ในพื้นที่ ไม่เคยเห็นเลยว่าผู้สมัครมีนโยบายอะไร ตอนนี้ผมรู้เลยนโยบายใครมีอะไร ทุกคนติดป้ายเต็มไปหมด"
แต่ตอนนี้ที่ออกมาไล่ มักตะโกนว่าคุณธนาธรเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน คิดยังไง?
จิรัฎฐ์ : "คุณธนาธรเอาตัวเองมาอยู่ในจุดที่การเจอเรื่องพวกนี้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว การที่เขาพูดก็ต้องมีคนเห็นต่าง มันก็ควรถกเถียงกัน ไม่ใช่ด่าทอ เขย่ารถ จะคว่ำรถแบบนั้นก็เกินไป จริงๆ มันคุยกันได้"
อาจารย์มองยังไง คนออกมาไล่ธนาธรส่วนใหญ่เอาประเด็นเรื่องการรักสถาบันกับการเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันออกมา?
ผศ.วันวิชิต : "มันเป็นเหตุผลของความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวมากที่สุด ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องสถาบันมันอ่อนไหวมาก เป็นประเด็นที่ปลุกความเชื่อคนได้ง่าย ต้องเข้าใจว่ารากความคิดความผูกพันสังคมไทย ยังเคารพสถาบันพระมหากษ้ตริย์ อยู่สูงมาก การไปแตะหรือแสดงท่าทีถูกขยายให้เห็นต่างเมื่อไหร่ มันลุกลามไปไวมาก อย่างบางพื้นที่ การแข่งขันในท้องถิ่น มีเจ้าถิ่นเดิมอยู่แล้ว เขาแข่งขันกันหนักหน่วง ถ้าคุณไปแทรกนี่เป็นเรื่องที่เขากังวลใจที่สุด แล้วเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ผมมองว่าด้วยการเมืองระดับท้องถิ่น การแสดงออก บางครั้งการเมืองระดับชาติมีฐานของความเชื่อซัปพอร์ตมากกว่า แต่คนในท้องถิ่น ชนบท ผูกพันกับสถาบัน การพูดอะไรออกมา มันทำให้เขารู้สึกอ่อนไหวกับประเด็นพวกนี้"