สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ
1.พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ เพราะการอาศัยอยู่ในบ้านพักทหาร ไม่ได้เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากมีระเบียบหลักเกณฑ์ของกองทัพบกรองรับทุกอย่าง
2.พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ เนื่องจากการอาศัยอยู่ในบ้านพักทหาร เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ถือว่าเป็นการ "รับประโยชน์ใดๆ" จากหน่วยงานราชการ เป็นพิเศษแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยศาลอาจให้น้ำหนักเรื่องการพำนักอยู่ในบ้านพักทหารมานานเกินไป หรือประเด็นที่กองทัพบกต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประโยชน์ที่ตีเป็นมูลค่าได้เกิน 3,000 บาท ตามกฎหมาย ป.ป.ช.
แต่ถ้าศาลมองว่าการรับภาระค่าน้ำค่าไฟ มีกฎระเบียบของกองทัพรองรับ อาจไม่มีความผิด ก็เป็นไปได้เหมือนกัน
หากคำวินิจฉัยออกตามแนวทางที่ 2 คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ ความผิดนี้ไม่ได้มีโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถกลับมาเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 บัญญัติห้ามไว้ ไม่ให้ผู้ที่เคยพ้นจากตำแหน่ง เพราะกระทำผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 และ 187 กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อีกภายใน 2 ปี
ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สามารถเป็นนายกฯรักษาการได้ และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะด้วย แต่คณะรัฐมนตรียังรักษาการได้ และน่าจะเลือกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีแทน หลังจากนั้นจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยต้องเลือกจากรายชื่อ "แคนดิเดต" ตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอก่อน
ซึ่งก็เหลือเพียง 5 คน คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชาญวีรกุล จากพรรคภูมิใจไทย และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์