โดยครั้งนั้น เป็นการนัดแถลงปิดคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยย้ายสถานที่จากศาลรัฐธรรมนูญ ไปใช้สถานที่ศาลปกครองแทน เนื่องจากมีผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. ตามไปประท้วง ขณะที่ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่ง คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ไปชุมนุมปิดสนามบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สถานการณ์การเมืองสุดตึงเครียด เพราะกลุ่มพันธมิตรก็ชุมนุมยืดเยื้อมานานหลายเดือน และเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นปิดสนามบิน ซึ่งถือเป็นการกดดันขั้นสูงสุด เพื่อบีบให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลาออกจากตำแหน่ง
การแถลงปิดคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงเช้า และศาลอ่านคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายวันเดียวกันทันที คือ สั่งยุบทั้ง 3 พรรค เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง ทำให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้าทำหน้าที่ได้เพียง 75 วันเท่านั้น และไม่เคยได้เข้าทำเนียบรัฐบาลเลยแม้แต่วันเดียว จนได้รับฉายาว่า "นายกฯนอกทำเนียบฯ"
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ถือเป็นการผ่าทางตันทางการเมือง เพราะทำให้ม็อบยุติได้ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศยุติการชุมนุมทันทีในวันต่อมา ทำให้บางฝ่ายคิดเทียบเคียงว่า หากวันที่ 2 ธ.ค.ปีนี้ คือ ปี 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากยังพักอยู่ในบ้านพักทหาร ก็อาจส่งผลดีต่อสถานการณ์การเมือง ทำให้การชุมนุมของกลุ่มราษฎรที่ยืดเยื้อและยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะเป็น "ม็อบอนาธิปไตย" ยุติลงได้