เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพฯ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้เกียรติเป็นประธานการจัดงานประชุมวิชาการประกันสังคม ประจำปี 2563 ครั้งที่ 15 ภายใต้หัวข้อ "Moving toward a New Normal : สปส.ขับเคลื่อน สู่ชีวิต วิถีใหม่" พร้อมมอบโล่เกียรติคุณการให้บริการยอดเยี่ยมโครงการสำรวจความพึงพอใจผู้รับบริการ ที่มีต่อสำนักงานประกันสังคม ปี 2563 โดยมี นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คณะกรรมการและอนุกรรมการของสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้า ผู้ประกันตน นักวิชาการ สื่อมวลชน ให้การต้อนรับ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวกับสื่อมวลชนในโอกาสเป็นประธาน การประชุมวิชาการประกันสังคมในประจำปี 2563 ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยเร็ว หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งส่งผลให้สังคมและวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม และมีความเสี่ยงว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทางสังคม ผ่านระบบประกันสังคมที่ให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ทั้งที่เกิดจาก การทำงานและนอกงาน โดยไทยเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศ ในอาเซียนเท่านั้น ที่ให้สิทธิคุ้มครองประกันสังคม ครบ 9 กรณี ตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และเป็นประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องถูกเลิกจ้างในช่วงสถานการณ์โควิด 19 สูงสุดในอาเซียน โดยจ่ายประโยชน์ทดแทนให้ถึงร้อยละ 70 ของค่าจ้างเป็นระยะเวลา 200 วัน อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงาน มีนโยบายเร่งด่วนในการผลักดันการให้หลักประกันทางสังคมเพิ่มและปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่นายจ้างลูกจ้างและผู้ประกันตน ผ่านมาตรการ ที่สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้
1) การลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 ไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง พร้อมขยายระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 3 เดือน 2) ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากถูกเลิกจ้าง ลาออก และสิ้นสุดสัญญาจ้าง และให้ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย 3) ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค โดยให้สิทธิผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรี และให้สิทธิผู้ประกันตน ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี ซึ่งมีสถานพยาบาลที่เป็นเครือข่ายของสำนักงานประกันสังคมให้บริการฉีดวัคซีน รพ.ของรัฐ 164 แห่ง รพ. เอกชน 81 แห่ง และมีผู้ประกันตนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว จำนวน 131,797 ราย 4) สนับสนุนเงินฝากให้ธนาคารเพื่อให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำแก่สถานประกอบการ ที่ขาดสภาพคล่องจากสถานการณ์โควิด 19 เพื่อส่งเสริมการจ้างงานและชะลอการเลิกจ้าง 5) MOU กับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ตกงานแล้วกลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้มีที่ดินทำกิน ทั้งนี้ ยังมีการพิจารณาปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรและสงเคราะห์บุตรเพื่อมอบให้ เป็นของขวัญปีใหม่ในปี 2564 ให้แก่ผู้ประกันตนอีกด้วย