นักวิจัยสาขาที่สำคัญๆ ที่ได้นำมาร่วมงานนี้สัมมนาครั้งนี้จะประกอบด้วยด้านต่างๆ อาทิ ด้านเทคโนโลยียาง ผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับยาง ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบ โมเลกุลยาง การขึ้นรูปยาง เป็นต้น, ด้านชีวเคมี เรื่องโมเลกุลสิ่งมีชีวิต โปรตีนการแพ้, แพทย์ จะเป็นตัวเชื่อมด้านเทคโนโลยียางและชีวเคมีในร่างกายมนุษย์ "สามกลุ่มนี้นักวิชาการเก่งๆ ที่มีความสามารถในการตีพิมพ์นำความเป็นจริงมาหักล้างข้อมูลเดิมได้" ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตถุงมือทุกแห่งจะมีตัวแทนเข้าร่วม ซึ่งหลังจากจบสัมมนาข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังบริษัทต่างๆ เราจะสร้างเครือข่ายเอาไว้ เพื่อเชื่อมโยง เผยแพร่ระดับประเทศและต่างประเทศต่อไป ดังนั้น เวทีในวันที 24-25 พฤศจิกายนนี้ เป้าหมายคือ ถุงมือยางธรรมชาติต้องกลับมา เราจะหาความจริงมาสู้กับโลก โดยการร่วมมือระหว่าง กยท.และม.อ. ผศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะแพทย์ที่ใช้ถุงมือยางธรรมชาติจริง กล่าวว่า ตนเป็นผู้ใช้ที่อยากให้ใช้ยางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากประสบการณ์ ถุงมือยางสังเคราะห์ ที่เป็นไนไตรล์ ก็มีคนที่แพ้เช่นกัน จึงอยากเปิดมิติใหม่ให้กับวงการยางพาราและวงการแพทย์ของไทย "ผมยินดีที่ได้เป็นตัวแทนบุคลากรของวงการสาธารณสุขไทย ถ้าหากเราได้เป็นหนึ่งในกระบอกเสียง ว่าจริงๆ แล้วนอกจากที่เราใช้งานเพียงอย่างเดียวแล้วนั้น เรามองไปถึงต้นตอและวัตถุดิบบางอย่างที่สามารถที่จะลดการนำเข้า เพิ่มมูลค่ายางพาราไทย ในภาคอุตสาหกรรมเครื่องมือการแพทย์ของไทยได้" ตนมีประสบการณ์ที่ได้ทำอุปกรณ์รองรับการขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราโปรตีนต่ำ จึงเป็นต้นตอที่ได้ทำเรื่องนี้ และค้นคว้า โดยมีทีมนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์กับคณะเภสัชศาสตร์ ม.อ. หาสูตรยางที่สามารถใช้ในมนุษย์ได้ คือ ยางพาราโปรตีนต่ำ "ม.อ.มีองค์ความรู้เยอะ แต่ยังขาดการทดลองต่อท้วยมนุษย์ ที่ผ่านมา 6 ปีที่ผมได้ทดลองเรื่องนี้มาทุกท่านได้ช่วยกันประเมิน จนเจอสูตรยางพาราโปรตีนต่ำขึ้นรูปมาได้" ผศ.นพ.วรวิทย์ กล่าวและว่าปัจจุบันยางพาราสังเคราะห์ก็มีคนใช้ ประเด็นคือ เราใช้ยางธรรมชาติ เหมือนกันในบางยี่ห้อ ส่วนใหญ่ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันถุงมือเป็นยี่ห้อของต่างประเทศและนำเข้ามาทั้งหมด และบางครั้งการใช้ถุงมือยางก็มีการแพ้ ตนเป็นศัลยแพทย์ ในหนึ่งสัปดาห์ ต้องเข้าห้องผ่านตัดอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือทุกวันนี้ก็ต้องใช้ถุงมือ บางวันก็ต้องใช้ตลอดเวลา ถุงมือยางธรรมชาติก็ใช้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นยางไนไตรล์ที่นำเข้ามา "ผมเป็นคนที่ทำเรื่องยางพาราโปรตีนต่ำ และใช้ยางธรรมชาติ จึงเกิดข้อสงสัยว่า ยางพาราสังเคราะห์ พวกยางไนไตรล์จะมีอาการแพ้หรือไม่ โดยส่วนตัวผมเวลาที่ใช้ถุงมือ และศัลยแพทย์หลายท่าน ที่ได้ใช้ถุงมือใน 10 คน จะมีประมาณ 2 คนที่เกิดอาการระคายเคืองแพ้ถุงมือ เราก็ไม่ทราบว่าถุงมืนี้มันแพ้มาจากอะไร" ในฐานะนักวิจัยรุ่นใหม่ อยากที่จะสืบสานว่าในความเป็นจริงยางพาราก็เป็นพืชทางภาคใต้ ม.อ.ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีงานวิจัยเรื่องยางพารา เราไม่ได้คิดแค่ว่าเมื่อวิจัยเสร็จ ใช้ได้แล้ว "ไม่พอ" เรามองถึงคนรุ่นใหม่ ที่จะนำงานเหล่านี้ไปต่อยอดและสร้างรายได้ให้ประเทศ ไม่เพียงแค่สร้างทางเศรษฐกิจ แต่ต้องสร้างโครงสร้างทางสังคม สร้างนักวิจัย สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะมารับงาน ที่เราคิดแล้วนำไปต่อยอดและสร้างประเทศต่อไป ขณะที่ ผศ.ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา ม.อ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางพารา กล่าวว่า ตนกำลังศึกษาข้อมูลการจดสิทธิบัตร สิ่งที่เจอคือ หลังจากที่โควิดระบาด เทคโนโลยีการจดสิทธิบัตรถุงมือยางเพิ่มขึ้น เมื่อ 2 ปีที่แล้วจดน้อยลง หลังโควิด การจดสิทธิบัตรถุงมือยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทที่จดสิทธิบัตรมากอันดับหนึ่งของโลก เป็นสัญชาติอเมริกา โดยที่ในความเป็นจริง เขาเพิ่งมาสนใจจดสิทธิบัตรยางธรรมชาติ แสดงว่าจริงๆ แล้วเทคโนโลยียางพาราที่เอามาทำเป็นถุงมือแพทย์ ยังมีความต้องการอยู่ โดยเฉพาะถุงมือแพทย์ ถ้าใช้ยางสังเคราะห์ โดยลักษณะเทคโนโลยีของโพลิเมอร์มันไม่เข้ารูป ถุงมือยางธรรมชาติข้อเด่นคือ มันจะรัด เรียกได้ว่า เป็นการยืดหยุ่นที่ดี เมื่อใช้งานก็จะไม่ให้ความรู้สึกเมื่อย "วันนี้ความต้องการถุงมือเพิ่มมากขึ้นจริงๆ แต่ เป็นยางไนไตรล์มากกว่ายางธรรมชาติ 9-10 เท่า ดังนั้น คำถามคือ ณ วันนี้ ในเส้นทางการผลิตของบริษัทบ้านเรา ที่ตั้งโรงงานถุงมืออยู่ เขาตั้งโรงงานถุงมือขึ้นเพื่ออะไร เพื่อให้ใกล้วัตถุดิบยางธรรมชาติในอดีต แต่ปัจจุบันสามารถเข้าไปดูในโรงงานได้ว่า ผลิตยางสังเคราะห์มากกว่ายางพาราธรรมชาติ หลังจากโควิด ยางไนไตรล์หมดโลก เพราะทุกคนใช้ทำให้คนหันกลับมาใช้ยางพาราธรรมชาติมากขึ้น เพราะไม่มีวัตถุดิบ หากนักวิจัย นักวิชาการ ไม่ทำอะไรผู้ที่ตีพิมพ์และรายงานเรื่องการแพ้โปรตีนในยาง ก็ยังสามารถที่จะเอารายงานเหล่านี้มาพูดแล้วทำให้คนไม่มั่นใจในวันที่ยางสังเคราะห์มีปริมาณการผลิตมากพอ ยางธรรมชาติก็จะกลับเข้ามาลูปเดิม "เราสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกยางเพียงไม่กี่พันธุ์ ที่ปลูกก็เป็นพันธุ์ที่ให้น้ำยางเยอะ โดยเกษตรกรอยากได้ปริมาณน้ำยางเยอะ แต่วันนี้ถ้าเรารู้ได้ว่าพันธุ์ไหนให้โปรตีนภูมิแพ้น้อย เราก็กำหนดได้ว่า บางแปลงไม่ไปปนกับคนอื่น แต่ให้มูลค่าสูงได้เพราะเป็นยางทางการแพทย์ แทนที่จะปลูกอย่างเดียว เราจะมีสายพันธุ์ที่ระบุ เฉพาะว่ายางตัวไหนที่มีโปรตีนน้อย อนาคตเราอาจจะมีความรู้มากขึ้นว่า คนไทยแพ้โปรตีนตัวไหนมาก ก็จะปลูกที่มีโปรตีนน้อย ปลูกแล้วได้คุณภาพ และมูลค่ามากขึ้น" วันนี้เรากล้าการันตีว่า "ยางพาราธรรมชาติสามารถใช้กับผิวหนังมนุษย์ได้" เหตุผลคือ งานวิจัยที่ได้นำยางไปแปะไว้ บริเวณที่เพิ่งผ่าตัด ซึ่งอ่อนไหวที่สุด โดยปกติแล้วหากไม่แพ้ ก็ไม่น่าจะมีประเด็นของการแพ้สิ่งหนึ่งที่เห็นและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วคือ เมื่อตั้งโจทย์นี้มา ก็เกิดปรากฏการณ์ที่ทุกคนพยายามนำความรู้ที่มีมาช่วย คือทุกคนคิดเหมือนกันแต่ไม่มีใครกล้านำ "ต้องขอบคุณการยางโดยประธานบอร์ดที่ได้ริเริ่ม ตรงนี้ขึ้น จริงๆ แล้วทุกคนมีความคิดในใจเหมือนกัน เมื่อตั้งโจทย์มาทุกคนที่มีองค์ความรู้ ก็จะเข้ามาช่วย" ผศ.ดร.เอกวิภู กล่าว